ขูดหินปูน ทำให้เสียชีวิตได้ จริงหรือไม่

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ขูดหินปูน ทำให้เสียชีวิตได้ จริงหรือไม่

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ สาเหตุการเสียชีวิต ที่แท้จริง ของ น้องมุก น.ส.กิ่งหยก คงเสมา

น้องมุก กิ่งหยก เกร็ดเลือดต่ำ

จากกรณีข่าวการเสียชีวิตของ น้องมุก นส.กิ่งหยก คงเสมา ที่เสียชีวิตในเช้าวันที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน ( 2 เมษายน 2557 ) โดยญาติๆของเธอได้สันนิฐาษว่า สาเหตุมาจากการที่เธอไป ขูดหินปูน ก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงาน จึงทำให้เลือดไหลไม่หยุด แต่ทาง ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย ผอ. สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย เปิดเผยถึงกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.กิ่งหยก ซึ่งญาติเชื่อว่ามาจากสาเหตุของการไปขูดหินปูนที่คลินิกแห่งหนึ่งว่า กรณีดังกล่าวการเสียชีวิตไม่ได้มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ตายได้ไปขูดหินปูนจากสถานทันตกรรมแต่อย่างใด ยืนยันว่าการขูดหินปูนนั้น ไม่ได้มีอันตรายจนทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งในบางรายที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเม็ดเลือด เกล็ดเลือดต่ำ อาจมีเลือดไหลไม่หยุดหลังจากการทำฟันแต่เมื่อพบแพทย์ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง 2-3 วัน อาการก็กลับมาปกติแต่ในกรณีของ น.ส.กิ่งหยก ที่มีโรคประจำตัวคือ โรคเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งปกติคนเรามีเกล็ดเลือดประมาณ 1.5 แสน แต่ในรายนี้ มีเกล็ดเลือดเหลืออยู่เพียง 2 หมื่น จึงถือเป็นความผิดปกติรุนแรง อีกทั้งยังมีเลือดออกในส่วนช่องท้อง กระเพาะอาหาร และสมองมีเลือดออกไม่หยุดจนทำให้เสียชีวิตในที่สุด

“อยากทำความเข้าใจกับประชาชนที่หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าสถานทันตกรรมว่า หากคนปกติเข้ารับการขูดหินปูนจะไม่เกิดปัญหาแต่หากมีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเม็ดเลือด ที่ได้กล่าวไปก็ควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้า รับบริการ เพราะคนที่เป็นโรคนี้หากเกิดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เลือดก็ไหลไม่หยุดแล้ว คนที่ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำก็ขอให้สังเกตจากอุจจาระว่ามีสีดำหรือไม่ หรือตรวจด้วยการเจาะเลือด และวิธีอื่น ๆ หากพบว่ามีความผิดปกติขอให้รีบพบแพทย์ทันที” ทพ.สุธา กล่าว. (อ่านข่าวเพิ่มเติม คลิก)

 

มาทำความรู้จัก ภาวะเกล็ดเลือกต่ำ 

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกผิดปกติ ผู้ป่วยบางรายมีเกล็ดเลือดต่ำมาก และเมื่อไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจเกิดอาการเลือดออกจนเสียชีวิตได้ สาเหตุของเกล็ดเลือดต่ำมีได้หลายอย่าง หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม สามารถทำให้ผู้ป่วยหายและมีชีวิตเป็นปกติได้
เกล็ดเลือด (Platelet) เป็นส่วนหนึ่งของเม็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือด (ในกระแสเลือดมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด) มีหน้าที่สำคัญทำให้เลือดอยู่ในภาวะปกติ ไม่เกิดเลือดออกง่าย แต่หยุดยาก โดยจำนวนและหน้าที่ของเกล็ดเลือดต้องปกติ

 

เกล็ดเลือดมาจากไหน
เกล็ดเลือดสร้างในไขกระดูก (ไขกระดูกคือส่วนที่อยู่ในโพรงกระดูก เช่นเดียวกับที่เราเห็นเป็นเนื้อเยื่อสีแดงในกระดูกหมูหรือกระดูกไก่) เซลล์ต้นกำเนิดของเกล็ดเลือดเป็นเซลล์ขนาดใหญ่เรียกว่าเมกาแคริโอซัยต์ (Megakaryocyte) เมื่อเมกาคาริโอซัยต์แก่ตัวลง ผนังเซลล์จะแตกออกให้เกล็ดเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก เกล็ดเลือดจะมีอายุประมาณ 8-10 วัน

 

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีอาการอย่างไร
เมื่อเกล็ดเลือดต่ำเพียงเล็กน้อยอาจไม่มีอาการอะไรเลย ไม่มีเลือดออกที่ใด แต่เมื่อเกล็ดเลือดต่ำถึงระดับหนึ่ง จะมีอาการเลือดออก อาการเลือดออกจากเกล็ดเลือดต่ำ มักเกิดที่ผิวหนังเป็นจุดเลือดออกแดงๆ คล้ายยุงกัด กดแล้วไม่จางหายไป (หากเป็นจุดยุงกัดเมื่อกดแล้วจะจางลง) หรือเป็นจ้ำเลือดออกตื้นๆ (Ecchymosis) ซึ่งบางคนเรียกว่า ‘พรายย้ำ”

จ้ำเลือดปกติ คลำดูจะเรียบแต่บางครั้งคลำดูเหมือนมีไตแข็งขนาดเมล็ดถั่วเขียวอยู่ตรงกลางจ้ำเลือดก็ได้ จ้ำเลือดจะมีสีม่วงปนเหลืองเนื่องจากเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในตำแหน่งเลือดออกจะแตกตัวได้สารสีเหลือง สีจ้ำเลือดจะไม่สม่ำเสมอ แล้วแต่การแตกตัวของเม็ดเลือดแดงก่อนหลัง หากมีจ้ำเป็นสีน้ำตาลเสมอกันอาจไม่ใช่จ้ำเลือด อาจเกิดจากการแพ้ยาบางชนิด ซึ่งเรียกว่า fixed drug eruption
บางคนอาจมีเลือดออกแถวเยื่อเมือกบุในช่องปาก เลือดออกที่เหงือก ในหญิงที่มีประ จำเดือนแล้ว อาจมีเลือดประจำเดือนออกมาก บางคนมีปัสสาวะเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระมีเลือดปน หรือถ่ายอุจจาระสีดำเหมือนเส้นผม หรือยางมะตอย
อาการเลือดออกจากเกล็ดเลือดต่ำเพียงสาเหตุเดียว มักไม่มีเลือดออกในข้อหรือในกล้ามเนื้อลึกๆ หากมีอาการดังกล่าวต้องหาสาเหตุของเลือดออกจากปัจจัยการแข็งตัวของเลือดผิดปกติด้วย

 

เกล็ดเลือดต่ำ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

1. สร้างจากไขกระดูกได้น้อยมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมหมวกไต และโรคมะเร็งอื่นๆ หรือเกล็ดเลือดต่ำจากยาบางชนิดที่ไปกดการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูก เช่น ยาในกลุ่มยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เช่น ภาวะที่ไขกระดูกฝ่อ หรือที่เรียกว่า โลหิตจางอะพลาสติก (Aplastic anemia) ซึ่งไขกระดูกจะสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดได้น้อยมาก รวมทั้งเกล็ดเลือดด้วย หรือภาวะที่ไขกระดูกถูกกดเบียดจากการมีโรคมะเร็งกระจายเข้าในไขกระดูก

2. เกล็ดเลือดถูกทำลายมากโรคเอสแอลอี (SLE, Systemic lupus erythematosus) โรคนี้มักจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ผื่นผิวหนังที่เกิดจากแพ้แสงแดด ช่องปากเป็นแผล ปวดข้อ ผมร่วง เป็นต้น ในโรค เอสแอลอี อาจจะพบเม็ดเลือดชนิดอื่นๆต่ำลงด้วยนอกเหนือ ไปจากเกล็ดเลือดต่ำ นอกจากนี้มียาจำนวนมากที่อาจทำให้เกล็ดเลือดต่ำจากปฏิกิริยาอิมมูน (Immune) หรือจากภูมิต้านทานทำลายเกล็ดเลือด ยาที่พบบ่อยคือ ยาเฮพาริน (Heparin) ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่มีการใช้บ่อยในโรคที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด
โรคที่มีการสร้างภูมิต้านทานทำลายเกล็ดเลือดอย่างเดียวโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ได้แก่ โรค ไอทีพี (ITP, Immune thrombocytopenia หรือที่เคยเรียก Immune thrombocy topenic purpura หรือ Idiopathic thrombocytopenic purpura) โรคนี้มักมีเกล็ดเลือดต่ำแบบเฉียบพลัน ในเด็กอาจมีการติดเชื้อไวรัสนำมาก่อน หรือมีประวัติฉีดวัคซีนบางชนิดมาก่อน ในผู้ใหญ่มักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป

3. เกล็ดเลือดถูกบีบ (Squeeze) ไปอยู่ในที่หนึ่งที่ใดมากเกินไป เช่นไปอยู่ในหลอดเลือดที่ม้าม หรืออยู่ในก้อนที่มีหลอดเลือดผิดปกติที่เรียก Hemangioma ยังผลให้เกล็ดเลือดในกระแสเลือดลดลง

4. มีการใช้เกล็ดเลือดมากเกินไป
นอกจากนี้ยังมีภาวะที่มีการใช้เกล็ดเลือดมาก อีกกรณีหนึ่งคือภาวะ Disseminated intravascular coagulation ซึ่งเรียกย่อว่า ภาวะ ดีไอซี (DIC) เป็นภาวะที่มีลิ่มเลือดกระจายไปในหลอดเลือดเล็กๆทั่วไป ทั่วร่างกาย อันเป็นผลตามมาจากการมีภาวะติดเชื้อรุนแรง ภาวะช็อก ภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน หรือภาวะทางสูติศาสตร์ เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด ในภาวะ ดีไอ ซี ผู้ป่วยมักมีอาการหนัก มีปัญหาโรคอื่นๆ นำมาก่อนมีลิ่มเลือดในหลอดเลือด แล้วตามมาด้วยภาวะเลือดออกผิดปกติ
เช่น ในภาวะที่มีเลือดออกร่างกายต้องนำเกล็ดเลือดไปใช้ในการห้ามเลือด ดังนั้นเมื่อมีเลือดออกและพบว่าเกล็ดเลือดต่ำจึงต้องหาว่าอะไรเป็นสิ่งที่เกิดก่อนคือเกล็ดเลือดต่ำก่อนหรือเลือดออกก่อนเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

5. เกล็ดเลือดต่ำเพราะมีปริมาณน้ำในร่างกายมาก (Dilutional thrombocy topenia) พบในผู้ที่ได้รับน้ำเกลือ หรือสารน้ำคอลลอยด์ (Colloids,สารน้ำชนิดหนึ่งซึ่งใช้เพิ่มปริมาณน้ำในหลอดเลือด ในการรักษาผู้ป่วยภาวะร่างกายขาดน้ำ เช่น จากการสูญเสียน้ำจากแผลไฟไหม้) ทางหลอดเลือดดำมากเกินไป หรือได้รับส่วนประกอบอื่นๆของเลือดในปริมาณมาก เช่น ได้รับเฉพาะแต่เม็ดเลือดแดง หรือ เฉพาะแต่เม็ดเลือดขาว แต่ไม่ได้รับเกล็ดเลือดร่วมด้วย และยังอาจพบในระยะท้ายๆของการตั้งครรภ์ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณสารน้ำในเลือดสูงขึ้น (ไตรมาสที่ 3) แต่ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ เกล็ดเลือดมักไม่ต่ำมาก

bleeding-gums

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่ 

ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น จุดเลือดออกตามตัว จ้ำเลือดตามตัว มีเลือดออกที่เยื่อเมือกบุช่องปาก เลือดออกตามไรฟัน มีประจำเดือนมากผิดปกติ มีเลือด ออกจากทางเดินอาหาร ถ่ายอุจจาระสีดำเหมือนเส้นผมหรือยางมะตอย ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเมื่อมีเลือดออก เลือดจะหยุดยาก เช่น ถอนฟันแล้วเลือดไหลไม่หยุด หรือมีเลือดออกจากแผลผ่าตัด เป็นต้น
หากมีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติที่ใด แล้วมีอาการปวดศีรษะอาเจียนพุ่ง ซึมลง ต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน เนื่องจากอาจมีเลือดออกในสมอง ซึ่งต้องวินิจฉัยและรักษาทันท่วงที

ข้อควรระวังเมื่อมีเกล็ดเลือดต่ำ

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำหัตถการต่างๆ เช่น ฉีดยา ถอนฟัน หรือ ผ่าตัด เป็นต้น

health-05

ข้อปฎิบัติเมื่อมีเลือดออก
หากมีเลือดออกที่ใดที่หนึ่ง ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซแห้ง หรือสำลีแห้งกดไว้เพื่อไม่ให้เลือดไหลออกมาก หากมีเลือดกำเดาออกให้ก้มหน้าบีบจมูก และหายใจทางปาก แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป

 

การดูแลตนเองเมื่อมีเกล็ดเลือดต่ำ ที่สำคัญ คือ

ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ กินยาสม่ำเสมอถ้ามียา ระวังการกระทบกระแทก หรือเสี่ยงต่อการกระทบกระแทกอย่างแรง เช่น ขี่มอเตอร์ ไซค์ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย อาจถูกรถเฉี่ยวชนล้ม ศีรษะฟาด มีเลือดออกในสมอง หรือการปีนขึ้นไปทำงานในที่สูง เสี่ยงต่อการตกลงมา มีเลือดออกมาก ระวังการใช้ของมีคม เช่น มีดจะบาดได้และเลือดออกไม่หยุด การแปรงฟันต้องเลือกแปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่มมากๆ และต้องแปรงค่อยๆ

ในเด็ก ควรแนะนำกิจกรรม หรือกีฬาที่ไม่เสี่ยงต่อการหกล้มหรือมีเลือดออกง่าย เช่น วิ่งแข่ง เตะบอลล์ รักบี้ กีฬาที่ปลอดภัยที่แนะนำคือ ว่ายน้ำ ของเล่นควรเป็นพลาสติกที่ไม่แหลมคม เฟอร์นิเจอร์ในบ้านควรระวังที่มีมุมแหลมคม เด็กอาจวิ่ง หรือคลานไปชน ควรทำมุมให้มน หัตถการต่างๆ ที่จะต้องทำ ได้แก่ ถอนฟัน ฉีดยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และแจ้งต่อผู้เกี่ยวข้องที่จะทำหัตถการว่า มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

 

ป้องกันการเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำหลายสาเหตุไม่สามารถป้องกันได้ ส่วนสาเหตุจากยาอาจพบได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ดี ไม่ควรซื้อยากินเอง อย่างน้อยควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อน เนื่องจากบ่อยครั้งที่ประชาชนซื้อยากินเองโดยไม่จำเป็น เช่น ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำตามมาได้

 

ขอบคุณบทความจาก haamor.com

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา