โรคเอดส์

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / โรคเอดส์

เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคเอดส์ นั้นเป็นโรคที่ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้  แต่ว่าสิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของการป้องกันไม้ให้เป็นโรคเอดส์  โดยเฉพาะในกลุ่มของวัยรุ่นซึ่งควรที่จะมีความรู้ในเรื่องของการป้องกันตนเองอย่างถูกวิธีด้วย ดังนั้น การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ โดยเฉพาะในกลุ่มของวัยรุ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข จนถึงเดือนมกราคม 2547 มีผู้ป่วยทั้งหมด 230,000 รายเศษ  ร้อยละ 80 อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน  อายุตั้งแต่ 20-39 ปี  ในส่วนของกลุ่มวัยรุ่น ไม่มีจำนวนตัวเลขที่แน่นอน  แต่ตัวเลขประมาณการทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV 570,000 ราย  เกือบทั้งหมดจะอยู่ในระหว่างอายุ  15-49 ปี  เนื่องจากมีผู้ป่วยบางส่วนที่ติดเชื้อแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการ  จึงไม่ได้มารับการตรวจเลือดว่าติดเชื้อ HIV หรือไม่ ในจำนวนนั้นก็รวมถึงช่วงอายุของวัยรุ่นด้วย   ข้อมูลจากหนังสือและจากการพูดคุยระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลผู้ติดเชื้อ HIV พบว่าวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ HIV สูงขึ้นรวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นหนองใน  ซิฟิลิส  กามโรคอื่นๆ  เนื่องจากว่าวัยรุ่นบางกลุ่มมีค่านิยมเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ  แล้วมักไม่ใช้ถุงยางเวลามีเพศสัมพันธ์และบางส่วนก็มีขายบริการ  แบบไม่เปิดเผยซึ่งมักไม่ใส่ถุงยางเช่นกัน  เพราะฉะนั้นการติดเชื้อในกลุ่มวัยรุ่นจึงจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น  แต่ว่ายังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน

          เอดส์

โรคเอดส์ มีการติดต่อได้ทางใดบ้าง

สามารถติดได้จากการมีเพศสัมพันธ์  สำหรับในไทยระหว่างชายกับหญิงเป็นส่วนใหญ่  ถัดมาก็จะเป็นกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดและมีการแลกเปลี่ยนเข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน  อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรก็คือเด็กที่ติดเชื้อจากแม่  เนื่องจากว่าขณะที่แม่ตั้งครรภ์มีการติดเชื้อ HIVอยู่แล้วและไม่ได้รับการฝากครรภ์หรือว่ามาฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกๆ  ไม่ได้รับการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก หรือถึงแม้ว่ามาฝากครรภ์และมีการใช้ยาป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกก็ไม่สามารถป้องกันได้100%  ซึ่งก็ยังมีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรค

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย  และมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนด้วยกัน และอย่างแม่บ้าน  ถึงแม้ไม่ได้ไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นเลย  แต่สามีอาจไปนำเชื้อมาให้ได้

อาการแสดงของ โรคเอดส์ มีกี่ระยะ อะไรบ้าง

ระยะแรกสุดเลยก็คือ  หลังจากติดเชื้อมาใหม่ๆ 2-4 สัปดาห์  ผู้ป่วยบางส่วนที่รับเชื้อมาใหม่ๆจะมีอาการคล้ายไข้หวัดร่วมกับมีผื่นแดงเกือบทั่วตัว มีเจ็บคอ  ปวดกล้ามเนื้อ  ต่อมน้ำเหลืองโต  ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่พบผู้ป่วยระยะนี้ เนื่องจากอาการต่าง ๆ เหล่านี้จะหายไปได้เองประมาณ 2-3 สัปดาห์  ผู้ป่วยบางส่วนก็จะไปซื้อยารับประทานเอง  หรือไม่ก็ไปรักษาตามคลินิก  ถ้าไม่ได้ซักประวัติเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงหรือผู้ป่วยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบว่าตัวเองมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนที่จะไม่สบายก็จะไม่สามารถตรวจพบผู้ป่วยในระยะนี้ได้   ส่วนในระยะถัดไปผู้ป่วยก็จะอยู่ในระยะที่ไม่มีอาการแต่ว่าระดับของภูมิต้านทานก็จะต่ำลงเรื่อยๆ  ในคนไทยมีผู้ศึกษาแล้วเฉลี่ยว่าหลังจากได้รับเชื้อจนกระทั่งภูมิต้านทานต่ำจนถึงระดับอันตรายซึ่งทำให้เสี่ยงต่อโรคนี้มีระยะเวลาประมาณ 5-6 ปี  ซึ่งระยะนั้นผู้ป่วยก็จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้  ที่พบบ่อยมากก็คือวัณโรค ปอดอักเสบจากเชื้อรา  และเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา

หากสงสัยว่าได้รับเชื้อการตรวจเลือดในระยะต้นจะทราบหรือไม่

สำหรับระยะแรกสุดหลังจากที่ได้รับเชื้อมาใหม่ๆ  การตรวจโดยวิธีธรรมดาอาจตรวจไม่พบ เนื่องจากว่าเชื้อนี้มีระยะฟักตัวในการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดจากลบเป็นบวก  เพราะฉะนั้นถ้าในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงและตรวจเลือดครั้งแรกเป็นลบ  ก็ควรตรวจซ้ำในระยะเวลาถัดมา  โดยทั่วไปผู้ป่วยเกือบทั้งหมดประมาณ 95 % จะมีผลเลือดเป็นบวกหลังจากที่ได้รับเชื้อมา  เพราะฉะนั้นบางส่วนที่ตรวจก่อนหน้านั้นก็จะมีผลเลือดเป็นลบอยู่  และถ้าติดตามไปถึงหนึ่งปีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงจะมีผลเลือดเป็นบวกอยู่ในคนที่ติดเชื้อ

การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกวิธีและวิธีป้องกันการติดโรคเอดส์นั้นทำอย่างไรบ้าง

ควรจะมีการป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัย  ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยปกติหรือการใช้ปากเหล่านี้ ก็ควรมีการใช้ถุงยางเช่นเดียวกัน  และก็ไม่ควรจะสำส่อน  ถ้าเป็นสามีที่มีภรรยาแล้วก็ไม่ควรไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเอง  แล้วการดูน้ำหนักก็คงไม่สามารถบอกได้เพราะบางคนยังไม่อยู่ในระยะที่มีอาการควรจะให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์และการป้องกันโรคเอดส์อย่างไร?

ควรให้ความรู้แก่วัยรุ่นในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ และ ป้องกันโรคเอดส์ควรทำอย่างไร   หรือมีแนวโน้มการชักจูงอย่างไรให้ห่างไกลกับเรื่องเหล่านี้ สำหรับผู้ใหญ่ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง  หรือคุณครูก็ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง  ไม่ใช่ว่ามีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ซึ่งเด็กก็จะลอกเลียนแบบ  และสอดส่องดูแลการเข้าไปในเว็บไซต์ต่างๆ เพราะเด็กอาจจะเข้าไปดูสิ่งลามกต่างๆ ที่แสดงการมีเพศสัมพันธ์ให้ดู  และการเที่ยวกลางคืนของเด็กก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ  เพราะอย่างที่ได้ยินได้ฟังจากข่าวว่าเด็กสาวมีชายหนุ่มมาชวนซ้อนมอเตอร์ไซด์หรือไปเที่ยวไหนต่อและก็มักจะเกิดเรื่องขึ้นมา  ตรงนี้ต้องระวังให้ดี  ส่วนเพศศึกษาก็คิดว่าควรจะเริ่มมีการสอดแทรกในหลักสูตรตามโรงเรียน  แต่วิธีการยังยากอยู่เนื่องจากบ้านเราการยอมรับยังไม่เหมือนกับต่างประเทศซึ่งต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปในส่วนของสื่อต่าง ๆ ก็ควรเน้นเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ HIV รวมทั้งกามโรค  การรณรงค์ให้ใช้ถุงยางรวมทั้งการให้ความรู้ต่าง ๆ ควรจะทำอย่างต่อเนื่อง

วิธีการให้กำลังใจกับครอบครัวและผู้ป่วย รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพเมื่อรู้ว่าได้รับเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายควรทำอย่างไร

ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV นั้น  ต้องมีการตรวจเลือดเสียก่อน  และในการตรวจเลือดควรจะมีการให้คำปรึกษาก่อนตรวจเลือดเพื่อเตรียมความพร้อม ประเมินปัจจัยเสี่ยงและให้คำปรึกษาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง  หลังจากทราบผลเลือดแล้วก็ควรแนะนำเรื่องวิธีการรักษาทางเลือกต่าง ๆ การดูแลปฏิบัติตัว   โดยทั่วไปถ้าเราทราบว่าคน ๆนั้นติดเชื้อแล้วเราก็จะตรวจดูภูมิต้านทานว่าอยู่ในระดับไหนแล้ว  โดยการตรวจเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า CD4  ถ้าคนที่ติดเชื้อ HIV ยังมีภูมิต้านทานดีก็ให้ปฏิบัติตัวตามปกติ  หลีกเลี่ยงการรับเชื้อเพิ่ม  เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยาง  หรือว่าใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับคนอื่น ส่วนเรื่องอาหารน้ำดื่มจะต้องสะอาด  สุก  โดยเฉพาะการรับประทานไข่ที่ไม่สุก เช่น ไข่ดาวไม่สุก หรือตอกไข่ใส่โจ๊กใส่โอวัลตินไม่ควรรับประทานที่ไม่สุก ควรรับประทานที่สุกใหม่ ๆ สำหรับน้ำแข็งควรระวัง หากดื่มน้ำต้มจะดีมาก  ส่วนผักถ้าจะรับประทานผักสดผลไม้ควรล้างให้สะอาด ผลไม้ควรปอกเปลือก

ผู้ที่ติดเชื้อสามารถอยู่ร่วมกับคนปกติธรรมดาได้ไหม

สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ได้ แต่ถึงแม้ว่าคน ๆ นั้นไม่ได้ติดเชื้อ HIV อย่างเช่นในการรับประทานอาหารก็ควรมีช้อนกลาง  แก้วน้ำก็ไม่ควรใช้ร่วมกัน  ไม่ควรไปดื่มน้ำที่เหลือจากแก้วนั้นต่อ  แต่ถ้าหลังจากใช้แล้วนำไปล้างให้สะอาดก็สามารถนำมาใช้ได้ ผู้ป่วยที่มีการรักษาอย่างต่อเนื่องควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำแล้วอย่างเช่นเม็ดเลือดขาวเหลือน้อยกว่า 200 ตัว จะมีการให้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคฉวยโอกาส และมีการให้คำปรึกษาและตัดสินใจเริ่มให้ยาต้านไวรัสซึ่งปัจจุบันก็มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพดีราคาก็ถูกลงมาก  สามารถช่วยผู้ป่วยได้มาก  และที่สำคัญคือผู้ป่วยต้องรับการรักษาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง   เนื่องจากในปัจจุบันยังรักษาไม่หายขาด คล้ายกับโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูงแต่ว่าจะต่างกันตรงที่ผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านไวรัสแล้ว  ถ้าหยุดยาไปอาจมีโอกาสทำให้เชื้อที่อยู่ในตัวเกิดดื้อยาขึ้นมาเมื่อไปรับประทานยาเดิมอาจไม่ได้ผล  ซึ่งเมื่อดื้อยาแล้วการรักษาต่อไปจะทำได้ยากมากและยากลุ่มอื่น ๆ ก็จะมีผลข้างเคียงมากขึ้น  ราคาก็แพงขึ้นประสิทธิภาพก็ด้อยลง

นอกจากนี้อย่ารับประทานยาเองโดยไม่ได้รับการปรึกษาจากแพทย์  โดยเฉพาะยาสมุนไพรต่าง ๆ หรือยาที่ไม่รู้สรรพคุณเพราะมีบางรายที่รับประทานยาอื่นด้วยโดยที่ผู้ป่วยก็ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร  เมื่อมาตรวจแล้วปรากฏว่าเป็นตับอักเสบ  ทำให้มีปัญหายุ่งยากในการรักษา  นอกจากนี้โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรควัณโรคปอด  ซึ่งเป็นโรคที่พบมากในผู้ป่วย HIV   ผู้ป่วยหลังจากรับประทานยาระยะหนึ่งแล้วก็จะหยุดยาเองเนื่องจากอาการดีขึ้น  ทั้งๆที่ยังไม่หาย  จึงต้องเน้นว่าต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอ และมีปัญหาอะไรต้องปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำจากแพทย์

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอดส์นั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือให้ป้องกันอย่าไปรับเชื้อมาเพราะยังมีโอกาสติดเชื้ออื่นๆได้อีก  และพ่อแม่ผู้ปกครองคุณครูก็ควรช่วยกันดูแลเด็กในปกครองให้ดีเพื่อเลี่ยงต่อการเสี่ยงติดเชื้อเอดส์  สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจจะติดเชื้อ HIV    ในระยะที่เริ่มมีอาการบ้างแล้วจะพบอาการต่างๆคือมีฝ้าขาวเนื่องจากเป็นเชื้อราในปาก จะเห็นที่ลิ้นหรือในกระพุ้งแก้มว่าจะมีฝ้าขาวๆเป็นก้อนๆกลุ่มๆหนาๆซึ่งอาจจะมาขอคำปรึกษาเพื่อดูว่าติดเชื้อ HIV หรือไม่  หรือมีน้ำหนักลดไปเรื่อยๆมีท้องเสียเรื้องรัง   มีไข้ไม่ทราบสาเหตุมี   ต่อมนำเหลืองโต  เหล่านี้ก็ควรมารับการปรึกษาจากแพทย์

 

ขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล