หูดับ เฉียบพลัน!

ประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน ภาวะนี้บางคนเรียกว่า “โรค หูดับ ฉับพลัน” หมายถึง การที่ประสาทหูเกิดการเสื่อมทันทีทันใด หรือภายในระยะเวลาสั้นๆ  (sudden sensor neural hearing loss) ซึ่งร้อยละ 85-90 ไม่ทราบสาเหตุ  มีเพียงร้อยละ 10-15 เท่านั้นที่ทราบสาเหตุ ผู้ที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการเพียงรู้สึกได้ยินน้อยลงเล็กน้อย หรืออาจจะรู้สึกสูญเสียการได้ยินมาก จนไม่ได้ยินในหูข้างที่เป็นเลยก็ได้  การสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับฟังเสียงเสียดังกล่าว อาจเป็นเพียงชั่วคราว (เช่น ได้ยินเสียงดังทำให้หูอื้อ และสักพักหูจะหายอื้อ หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน, ยาขับปัสสาวะ แล้วหูอื้อ  เมื่อยาดังกล่าวหมดฤทธิ์อาการหูอื้อจะหายไป) อาจเป็นถาวรก็ได้ จนถึงขั้นหูหนวก  ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาช้าเกินไป

 

160106509

โรคนี้พบได้ไม่บ่อย  จากสถิติของโรงพยาบาลศิริราช  พบภาวะนี้ร้อยละ 7.7 ของผู้ป่วยประสาทหูเสื่อมทั้งหมดที่มาพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุ (40 – 70 ปี) มักเกิดที่หูข้างเดียว โดยพบในเพศชายเท่ากับเพศหญิง

สาเหตุ

ไม่ทราบสาเหตุ  อาจเกิดจาก

1.  การติดเชื้อไวรัส  เช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด, หัดเยอรมัน, งูสวัด, คางทูม, ไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้มีการอักเสบของประสาทหูและเซลล์ประสาทหู ทำให้อวัยวะดังกล่าวทำหน้าที่ผิดปกติไป  เชื้อไวรัสสามารถผ่านเข้าสู่หูชั้นในทางกระแสเลือด, ผ่านทางน้ำไขสันหลัง, ผ่านเข้าหูชั้นในโดยตรง (ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ มักทำให้ประสาทหูเสื่อมทั้ง 2 ข้าง ส่วนไวรัสที่ทำให้เกิดโรคคางทูม มักทำให้ประสาทหูเสื่อมเพียงข้างเดียว)

2.  การอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน ทำให้เซลล์ประสาทหูและประสาทหูขาดเลือด จึงทำหน้าที่ผิดปกติไป  เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน หรือเซลล์ประสาทหูนั้น ไม่มีแขนงจากเส้นเลือดใกล้เคียงมาช่วย  เมื่อมีการอุดตันจะทำให้เซลล์ประสาทหูตาย และเกิดประสาทเสื่อมได้ง่าย  เส้นเลือดอาจอุดตันจาก

  • เส้นเลือดแดงหดตัวเฉียบพลันจากความเครียด,  การพักผ่อนไม่เพียงพอ,  อ่อนเพลีย  หรือไม่ทราบสาเหตุ
  • เส้นเลือดที่เสื่อมตามวัย แล้วมีไขมันมาเกาะตามเส้นเลือด (arteriosclerosis) และมีโรคบางโรคที่อาจทำให้เส้นเลือดดังกล่าวตีบแคบมากขึ้น  เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคเบาหวาน
  • เลือดข้นจากการขาดน้ำ,  การขาดออกซิเจนเรื้อรัง
  • มีลิ่มเลือดมาอุดเส้นเลือด (embolism หรือ thrombosis) อาจเกิดจากโรคหัวใจ, จากการบาดเจ็บที่อวัยวะต่าง ๆ
  • การอักเสบของเส้นเลือด (vasculitis)

3.  การรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลาง (perilymphatic fistula) ซึ่งอาจเกิดจากการเบ่ง, การสั่งน้ำมูกแรงๆ, การไอแรงๆ หรือการที่มีความดันในสมองสูงขึ้น ทำให้ประสาทหูเสื่อม มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน และเสียงดังในหู

ทราบสาเหตุ อาจเกิดจาก

1. การบาดเจ็บ

  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดการรั่วของน้ำในหูชั้นใน เข้าไปในหูชั้นกลาง หรือกระดูกบริเวณกกหูหัก (fracture of temporal bone) ทำให้มีการบาดเจ็บของเส้นประสาทหู  เซลล์ประสาทหู หรือมีเลือดออกในหูชั้นใน
  • การผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดหูชั้นกลาง (มีการเคลื่อนไหวของกระดูกหู) หรือหูชั้นใน เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกโกลน (stapedectomy) เพื่อให้การได้ยินดีขึ้น, การผ่าตัดเนื้องอกของหูชั้นกลาง หรือของประสาทการทรงตัว (acoustic neuroma)
  • การเปลี่ยนแปลงของความกดดันของหูชั้นใน เช่น การเปลี่ยนแปลงของความกดดันของบรรยากาศ (barotraumas) เช่น ดำน้ำ, ขึ้นที่สูง หรือเครื่องบิน และได้ยินเสียงที่ดังมากในระยะเวลาสั้นๆ (acoustic trauma) เช่น เสียงปะทัด , เสียงระเบิด, เสียงปืน

2. เนื้องอก เช่น เนื้องอกของประสาททรงตัวที่มีการเพิ่มขนาดอย่างเฉียบพลัน เช่น มีเลือดออกในก้อนเนื้องอก จนอาจไปกดทับประสาทหูได้

3. การติดเชื้อของหูชั้นใน  เช่น หูชั้นในอักเสบ (labyrinthitis) จากหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (acute or chronic obits media), จากเชื้อซิฟิลิส, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (เชื้อแบคทีเรียมักเข้าสู่หูชั้นในทางน้ำไขสันหลัง ซึ่งมักจะทำให้ประสาทหูเสื่อมทั้ง 2 ข้าง)

4. สารพิษและพิษจากยา  ยาบางชนิดอาจทำให้หูตึงชั่วคราวได้ เช่น ยาแก้ปวดที่มีส่วนประกอบของ salicylate, ยาขับปัสสาวะ หลังหยุดยาดังกล่าว อาการหูอื้อหรือหูตึงมักจะดีขึ้นและอาจกลับมาเป็นปกติ  ยาบางชนิดอาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวรได้ เช่น ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม amino glycosides เช่น streptomycin, kanamycin, gentamicin, neomycin, amikacin  ประสาทหูที่เสื่อมจากยานี้ อาจเกิดทันทีหลังจากใช้ยา หรือเกิดหลังจากหยุดใช้ยาไประยะหนึ่งแล้วก็ได้

5. โรคมีเนียหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน โรคนี้น้ำในหูที่มีปริมาณมาก อาจกดเบียดทำลายเซลล์ประสาทหู ทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันได้ มักมีอาการเสียงดังในหูหรือเวียนศีรษะบ้านหมุนร่วมด้วย

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อหรือการได้ยินลดลงในหูข้างที่เป็นอย่างเฉียบพลัน  มักไม่ค่อยได้ยินเสียงเมื่อผู้พูดอยู่ไกล และมักได้ยินดีขึ้นในบรรยากาศที่เงียบสงัด ปราศจากเสียงรบกวน  มักเป็นในหูข้างเดียว  ถ้าเป็นทั้งสองข้างผู้ป่วยจะพูดดังกว่าปกติ  อาจมีเสียงดังในหูซึ่งมักจะเป็นเสียงที่มีระดับความถี่สูง เช่น เสียงจิ้งหรีด เสียงจักจั่น หรือเวียนศีรษะร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจกลัวเสียงดังๆ หรือทนฟังเสียงดังไม่ได้ (เสียงดังจะทำให้เกิดอาการปวดหู และจับใจความไม่ได้)

การวินิจฉัย

โรคนี้อาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการส่งการสืบค้นเพิ่มเติมโดยแพทย์ การซักประวัติ ได้แก่ การสอบถามอาการทางหู และสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมด ที่จะทำให้เกิดประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน  การตรวจร่างกาย ได้แก่ การตรวจหูด้วยเครื่องส่องหู (otoscope) เพื่อดูพยาธิสภาพของช่องหู, เยื่อบุแก้วหู, หูชั้นกลาง และบริเวณรอบหู และการตรวจร่างกายโดยทั่วๆไปที่พยายามหาสาเหตุของประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน  การสืบค้นเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติของเคมีในเลือด, การตรวจปัสสาวะ, การตรวจการได้ยิน เพื่อยืนยันและประเมินระดับความรุนแรงของประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน, การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง และการถ่ายภาพรังสี เช่น เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง  กระดูกหลังหู หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในผู้ป่วยบางราย

การรักษา

1. ในรายที่ทราบสาเหตุ รักษาตามสาเหตุ  อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาประสาทหูที่เสื่อมให้คืนดีในสภาพปกติได้  มักเป็นการรักษาตามอาการ (เช่น  อาการเวียนศีรษะ, เสียงดังในหู) หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ( เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ)

2. ในรายที่ไม่ทราบสาเหตุ  มักจะมีโอกาสหายได้เองสูงถึงร้อยละ 60-70  ส่วนใหญ่การรักษามุ่งหวังให้มีการลดการอักเสบของประสาทหู และให้มีเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น ลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในที่เข้าไปในหูชั้นกลาง (ถ้ามี)

  • ยาลดการอักเสบจำพวกสเตียรอยด์ (oral prednisolone) มีจุดมุ่งหมายลดการอักเสบของประสาทหู และเซลล์ประสาทหู ซึ่งถ้าไม่มีข้อห้ามในการใช้นิยมให้รับประทานยาสเตียรอยด์ในขนาด 0.5-1 mg/kg ต่อวัน ประมาณ 1 สัปดาห์  ถ้าการได้ยินดีขึ้น อาจรับประทานยาสเตียรอยด์ต่อจนครบ 2 สัปดาห์  แล้วค่อยๆ ลดยาลง  ถ้ารับประทานยาไปแล้ว 1 สัปดาห์ ระดับการได้ยินไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าในหูชั้นกลางโดยผ่านทางเยื่อแก้วหู (intratympanic steroid injection) ค่อยๆ ลดยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานลง หรือในรายที่มีข้อห้ามในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน  อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในหูชั้นกลางตั้งแต่ต้น หรืออาจให้การรักษาร่วมกันทั้งรับประทานยาสเตียรอยด์ และฉีดยาสเตียรอยด์เข้าในหูชั้นกลางก็ได้
  • ยาขยายหลอดเลือด  มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น เช่น nicotinic acid, betahistine
  • ยาวิตามิน  อาจช่วยบำรุงประสาทหูที่เสื่อม
  • ยาลดอาการเวียนศีรษะ (ถ้ามีอาการ)
  • การนอนพัก มีจุดประสงค์เพื่อลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลาง (ถ้ามี) แนะนำให้ผู้ป่วยนอนพัก โดยยกศีรษะสูงประมาณ 30 องศาจากพื้นราบ เพื่อให้มีความดันในหูชั้นในน้อยที่สุด ไม่ควรทำงานหนักหรือออกกำลังกายที่หักโหม บางรายแพทย์อาจแนะนำให้นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1-2 สัปดาห์

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา อาจนัดติดตามผู้ป่วยในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่ไม่ทราบสาเหตุ อาจพบสาเหตุในภายหลังได้

นอกจากนั้นผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ถ้าเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคไต, โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคซีด, โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น Aspirin, amino glycoside, quinine
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ, ชา, เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน), งดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ส่วนใหญ่ประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน แบบไม่ทราบสาเหตุ  ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์เร็วโดยเฉพาะใน 2 สัปดาห์แรกหลังเป็น (Golden period) และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะมีโอกาสสูงที่จะมีการได้ยินกลับมาเป็นปกติได้ (ส่วนใหญ่การได้ยินมักจะดีขึ้น ภายใน 2 สัปดาห์แรกของการสูญเสียการได้ยิน)  ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่ามีการได้ยินในหูท่านลดน้อยลงอย่างเฉียบพลัน  อย่างนิ่งนอนใจนะครับ รีบมาพบแพทย์หู คอ จมูกโดยเร็ว  เพราะถ้าให้การรักษาช้าไป อาจเกิดความพิการในหูท่านอย่างถาวรได้.

 

ขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

c b Sushada.ch Z โรคและการป้องกัน
t , , , ,

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ