ย้อนรอย โรคห่า

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ย้อนรอย โรคห่า

ห่า คำนี้ยังคงได้ยินกันมาถึงปัจจุบัน แต่ความหมายอาจจะผิดเพี้ยนไปจนกลายเป็นเหมือนคำด่าทอ จริงๆแล้วคำว่า ห่า เป็นคำเรียกผีที่เชื่อว่าทำให้คนในชุมชนตายพร้อมกันคราวละมากๆ คนสมัยก่อนจึงเรียกโรคระบาดว่า โรคห่า ซึ่งหลายคนจะเข้าใจว่า โรคห่า คือโรคอหิวาตกโรค แต่ในสมัยนั้นมีโรคระบาดหลายโรค เช่น อหิวาตกโรค ฝีดาษ กาฬโรค แต่เรียกรวมๆกันว่า โรคห่า เพราะโรคระบาดพวกนี้ ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนมาก แม้ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถที่จะควบคุมโรคนี้ได้แล้ว แต่เราก็ควรจะรู้จักโรคพวกนี้ไว้ เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง เรามาทำความรู้จักกับ 3 โรคนี้กันเถอะค่ะ

โรคห่า

 

อหิวาตกโรค คือ โรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานเข้าไป เชื้อจะไปอยู่บริเวณลำไส้ และจะสร้างพิษออกมา ทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องเดินอย่างมาก อุจจาระเป็นสีน้ำซาวข้าว ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว และ รุนแรง อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ที่ได้รับเชื้อ จะเกิดอาการได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ถึง 5 วัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดอาการภายใน 1 – 2 วัน

อาการ

1. เป็นอย่างไม่รุนแรง พวกนี้มักหายภายใน 1 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน มีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ วันละหลายครั้ง แต่จำนวนอุจจาระไม่เกินวันละ 1 ลิตร ในผู้ใหญ่อาจมีปวดท้องหรือ คลื่นไส้อาเจียนได้

2. เป็นอย่างรุนแรง อาการระยะแรก มีท้องเดิน มีเนื้ออุจจาระมาก ต่อมามีลักษณะเป็ฯน้ำซาวข้าว เพราะว่ามีมูกมาก มีกลิ่นเหม็นคาว ถ่ายอุจจาระได้โดยไม่มีอาการปวดท้อง บางครั้งไหลพุ่งออกมาโดยไม่รู้สึกตัว มีอาเจียนโดยไม่คลื่นไส้ อุจจาระออกมากถึง 1 ลิตร ต่อชั่วโมง และจะหยุดเองใน 1 – 6 วัน ถ้าได้น้ำและเกลือแร่ชดเชยอย่างเพียงพอ แต่ถ้าได้น้ำและเกลือแร่ทดแทนไม่ทันกับที่เสียไป จะมีอาการขาดน้ำอย่างมาก ลุกนั่งไม่ไหว ปัสสาวะน้อย หรือไม่มีเลย อาจมีอาการเป็นลม หน้ามืด จนถึงช็อค ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สาเหตุ

กินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรค หรือพิษของเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการท้องเสีย

1. งดอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดร้อน หรือ ของหมักดอง

2. ดื่มน้ำชาแก่แทนน้ำ บางรายต้องงดอาหารชั่วคราว เพื่อลดการระคายเคืองในลำไส้

3. ดื่มน้ำเกลือผง สลับกับน้ำต้มสุก ถ้าเป็นเด็กเล็กควรปรึกษาแพทย์

4. ถ้าท้องเสียอย่างรุนแรง ต้องรีบนำส่งแพทย์ด่วน

การป้องกัน

1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างสะอาด ทุกครั้งก่อนใช้ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง สุกๆ ดิบๆ อาหารที่ปรุงทิ้งไว้นานๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม

2. ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหาร หรือก่อนปรุงอาหาร และหลังเข้าส้วม

3. ไม่เทอุจจาระ ปัสสาวะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หรือทิ้งเรื่ยราด ต้องถ่ายลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และกำจัดสิ่งปฏิกูลโดยการเผาหรือฝังดิน เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค

4. ระวังไม่ให้น้ำเข้าปาก เมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในลำคลอง

5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค

6. สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคนี้

  • ควรฉีดวัคซีน
  • ห้ามออกนอกบ้าน 3 วัน
  • รับประทานยาที่แพทย์ให้จนครบ

 

ฝีดาษ, ไข้ทรพิษ หรือ ไข้หัว (อังกฤษ: Smallpox) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจาก poxvirus (Variolar) มีลักษณะเฉพาะคือมีผื่นขึ้นตามตัว และมีอาการทั่วไปรุนแรง โรคนี้ระบาดในประเทศอินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถานและเอธิโอเปียเมื่อปี พ.ศ. 2519 สำหรับประเทศไทยมีการบันทึกไว้ว่าระบาดครั้งสุดท้ายปี พ.ศ. 2504 องค์การอนามัยโลกได้เลิกฉีดวัคซีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แต่ที่มีความกังวลว่าจะมีการนำเชื้อนี้มาใช้ในสงคราม โดยประเทศรัสเซียได้มีการพัฒนาเชื้อชนิดนี้ไว้ใช้ในสงคราม

สาเหตุของโรค

เกิดจากดีเอ็นเอไวรัส (DNA virus) เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษมี 2 ชนิด คือ variolar major ทำให้เกิดโรคฝีดาษซึ่งมีอาการรุนแรงและมีอัตราการตายสูงประมาณ 1 ใน 3 และ variolar minor ทำให้เกิดโรค alastrim ซึ่งอาการไม่รุนแรงเท่า และอัตราการตายต่ำ เชื้ออยู่ในสะเก็ดได้เป็นปี เชื้อถูกฆ่าตายที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที

การแพร่กระจาย

เชื้อไวรัสฝีดาษ (Variolar) นี้สามารถแพร่กระจายไปในอากาศ จากละอองสิ่งคัดหลั่งจากคนที่เป็นโรค เช่น น้ำมูก, น้ำลาย หรือจากการสัมผัสกับผิวหนังที่มีแผลฝีดาษ เชื้อนี้มีความคงทนต่อสภาพอากาศ สามารถแพร่ได้ไม่ว่าจะอากาศร้อนหรือหนาว และสามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้โดยง่าย

ระยะฟักตัวและอาการของโรค

ระยะฟักตัว

ระยะฟักตัวค่อนข้างจะคงที่ จากการติดเชื้อจนมีอาการกินเวลา 5-17วันและเริ่มมีผื่นขึ้น 14 วัน แต่อาจจะเร็วถึง 9 วันหรือนานถึง 21 วันหลังจากระยะฟักตัวก็จะเกิดอาการที่เห็นชัดเจน

อาการ

1. อาการเริ่มแรก เริ่มด้วยปวดศีรษะ สะท้าน ปวดหลัง ปวดตามกล้ามเนื้อแขนขา ไข้จะขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว สูงไดถึง 41-41.5องศา ในเด็กจะมีอาเจียน ชัก และหมดสติ ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีผื่นแดงเกิดขึ้นใน 2 วันแรก ผื่นมักจะขึ้นบริเวณแขนหรือขา

2. ระยะออกผื่น ประมาณวันที่ 3 หลังมีไข้ ผื่นที่แท้จริงของฝีดาษจะเริ่มปรากฏขึ้นจะเริ่มที่หน้า แล้วไปที่แขน หลัง และขา ผื่นมักเป็นมากบริเวณที่ผิวหนังตึง เช่นที่ข้อมือ โหนกแก้ม สะบัก เป็นต้น ผื่นจะขึ้นเต็มที่ภายในเวลา 2 วัน ไข้จะเริ่มลงในวันที่ 2-3 หลังผื่นขึ้น และอาการต่างๆจะดีขึ้น ลักษณะผื่น จะเริ่มเป็นผื่นขนาดหัวเข็มหมุด และโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่2 และกลายเป็นตุ่มน้ำในวันที่ 3 ใส ในวันที่ 5 จะเป็นตุ่มน้ำขุ่น การเปลี่ยนแปลงของผื่นจะเป็นไปพร้อมกันทั้งตัว ในวันที่ 8 ผื่นจะเริ่มแห้งโดยเริ่มที่หน้าก่อน ผื่นจะกลายเป็นสะเก็ดในวันที่12-13

3. ระยะติดต่อตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีอาการ และช่วงสัปดาห์แรก ที่จะเป็นช่วงที่มีโอกาสแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด ไปจนถึงตอนที่แผลแห้งเป็นสะเก็ดแล้ว

โรคแทรกซ้อน

  • ผิวหนัง อาจจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม เมื่อหายแล้วจะมีแผลลึก
  • ระบบทางเดินหายใจ เกิดการอักเสบที่กล่องเสียง ทำให้กล่องเสียงบวม เกิดปอดบวมได้บ่อย
  • กระดูก เกิดการอักเสบของกระดูกจากเชื้อไวรัสได้บ่อย มักพบในวันที่10-12 ของโรค ในเด็กมักจะเป็นรุนแรงและมีการทำลายของกระดูกและข้อ
  • ตา เกิดเยื่อบุตาอักเสบ และการบวมของหนังตา
  • ระบบประสาทส่วนกลาง เกิดการอักเสบของสมองในระยะท้ายของโรค

ความเสี่ยงของโรค

โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ มีอัตราการตายสูงประมาณ 30% และต้องทำการแยกผู้ป่วยจากคนอื่น เนื่องจากสามารถติดต่อแพร่เชื้อให้แก่คนอื่นได้ง่ายมาก และเสื้อผ้าของใช้ของผู้ป่วยจะต้องได้รับการทำความสะอาดให้ปลอดเชื้อโดยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือการต้มนึ่งด้วยความร้อน เนื่องจากอาจเป็นตัวกลางของการแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้

การวินิจฉัยโรค

  • การวินิจฉัยโรคอาศัยทั้งประวัติและการตรวจร่างกาย
  • ลักษณะทางคลินิกและระบาดวิทยา ในรายที่อาการตรงไปตรงมา
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การวินิจฉัยทางไวรัสวิทยา

การรักษาโรค

1. ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนไข้ทรพิษให้ใช้รักษา เนื่องจากได้มีการยกเลิกการฉีดวัคซีนไข้ทรพิษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 และเหลือเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังมีการเก็บวัคซีน และเชื้อไข้ทรพิษไว้ใช้ในการสงคราม ซึ่งได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย

2. ต้องแยกนอนโรงพยาบาลที่รับเฉพาะโรคติดต่อ

3. การรักษาประคับประคองและรักษาตามอาการ

  • ให้ผู้ป่วยนอนพักในที่นอนที่สะอาด และทำความสะอาดที่นอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • แก้ไขภาวะขาดน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่
  • ระวังรอยโรคที่ปากและตา โดยทำความสะอาดอวัยวะทั้งสองบ่อยๆ
  • ไม่ควรอาบน้ำหรือใช้น้ำยาใดๆทาเคลือบผิวหนัง

การปลูกฝี

วัคซีนทำจากไวรัสชื่อ vaccinia เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในวัวที่ยังมีชีวิตแต่ทำให้อ่อนแรง เชื้ออาจะกระจายจากตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนไปยังตำแหน่งอื่นได้ ต้องระวังการรักษาความสะอาด การปลูกฝีสามารถป้องกันโรคฝีดาษและค่อนข้างปลอดภัย แต่อาจจะมีผลข้างเคียงตั้งแต่น้อยจนมาก หลังการฉีดวัคซีนจะมีภูมิอยู่ได้ 3-5 ปีหากได้รับการกระตุ้นภูมิจะอยู่นานขึ้น การปลูกฝีจะใช้เข็มซึ่งมีเชื้อโรคอยู่ ทำให้ผิวหนังเกิดแผลเชื้อจะเข้าสู่แผล

ผลข้างเคียง

  • แขนที่ได้รับการปลูกฝีจะแดง บวม และมีอาการปวด
  • ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต
  • เป็นไข้ต่ำๆ ถึงเป็นไข้สูงถ้าแพ้มาก
  • ผลข้างเคียงที่รุนแรง พบได้ 1000 รายใน 1000000 ราย
  • ผื่นอาจจะลามจากบริเวณที่ฉีดยาไปที่อื่น เช่น ตา หน้า อวัยวะเพศ อาจจะเกิดผื่นขึ้นทั้งตัวเนื่องจากฉีดวัคซีนเข้ากระแสเลือด
  • แพ้วัคซีนทำให้เกิดแพ้วัคซีน

ผลข้างเคียงที่อาจจะทำให้เสียชีวิต

  • ฉีดวัคซีนในผู้ป่วยที่เป็น eczema ทำให้มีการกระจายของผื่นทั่วร่างกาย Eczema vaccinatum
  • หลังการปลูกฝีเกิดการติดเชื้อของผิวหนัง
  • สมองอักเสบ Postvaccinal encephalitis

ผู้ที่ไม่ควรได้รับการปลูกฝี

  • ผู้ป่วยที่เป็นผื่นแพ้ eczema,atropic eczema
  • ผู้ที่มีโรคผิวหนังเช่น แผลไฟไหม้ งูสวัด เรื้อนกวาง
  • คนที่ตั้งครรภ์, กำลังให้นม
  • เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
  • ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง,โรคเอดส์ หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเช่นผู้ที่เปลี่ยนไต หรือได้รับยาsteroid
  • ผู้ป่วยแพ้วัคซีน

การดูแลตำแหน่งที่ปลูกฝี

  • ใช้ผ้าหรือเทปปิดแผลเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อ แล้วใช้เทปกันน้ำปิดแผล
  • สามารถใส่เสื้อเพื่อป้องกันเชื้อแพร่สู่คนอื่น
  • เปลี่ยนผ้าปิดแผลทุก 2 วัน
  • ล้างมือด้วยสบู่หลังจากทำความสะอาดแผล
  • ทิ้งผ้าทำแผลลงในถุงแยกต่างหากแล้วน้ำไปเผา
  • เสื้อผ้าที่ใส่นำไปต้มและซัก
  • ข้อห้าม
  • ห้ามใช้เทปที่ไม่สามารถระบายอากาศ
  • อย่าแกะสะเก็ดแผล
  • อย่าทายาใดๆทั้งสิ้น

 

กาฬโรค เป็นโรคติดต่อเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Yersinia pestis เกิดจากหมัดหนูที่มีเชื้อกัด เมื่อมีการระบาดของโรคหนูจะตายก่อน หมัดหนูจะกระโดดมายังสัตว์อื่น และกัดทำให้เกิดโรคขึ้นมา การดูแลเรื่องความสะอาด และควบคุมการแพร่พันธ์ของหนูทำให้โรคนี้มีการระบาดน้อยลง ในอดีตที่ผ่านมามีการระบาดใหญ่ของกาฬโรคสามครั้งที่ตะวันออกกลาง ถึงเมอร์ดิเตอร์เรเนียนในช่วงปีศตวรรษที่5-6 ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 50 ครั้งที่สองระบาดที่ยุโรปศตวรรษที่8-14 มีผู้เสียชีวิตร้อยละ 40 ครั้งสุดท้ายระบาดที่ประเทศจีนปี 1855

อาการของโรคกาฬโรคเป็นอย่างไร

โรคกาฬโรคแบ่งออกตามกลุ่มอาการได้สามแบบคือ

  • Bubonic plague เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด อาการจะแสดงออกหลังจากถูกหมัดหนูกัดแล้ว 2-8 วัน เชื้อโรคจะเคลื่อนไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ใกล้ที่สุด จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตขนาด 1-10 ซม ลักษณะต่อมน้ำเหลืองจะ บวม แดง กดเจ็บ ซึ่งอาจจะปวดมากจนขยับแขนหรือขาไม่ได้ ตำแหน่งที่เกิดมักจะเป็นบริเวณขาหนีบ หรือรักแร้อาการที่สำคัญได้แก่
    • ต่อมน้ำเหลืองโต กดเจ็บ แดง
    • ไข้สูงหนาวสั่น
    • ปวดศีรษะ
    • ปวดกล้ามเนื้อ
  • Septicemic plague เป็นชนิดที่เชื้อเข้ากระแสเลือด ภาวะนี้มักจะเป็นโรคแทรกซ้อนจากชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ อาการที่สำคัญได้แก่
    • ไข้สูง หนาวสั่น
    • ปวดท้อง คลื่นไส้ และท้องเสีย
    • เลือดออกในปาก จมูก ก้น
    • เกิดภาวะช็อก shock
    • มักจะมีการเน่าของนิ้วที่เกิดจากการขาดเลือด
  • Pneumonic plague เป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุด เกิดจากการที่เราสูดเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศ เป็นชนิดที่รุนแรงและอาจจะเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว อาการที่สำคัญ
    • ไข้สูง
    • อ่อนแรง
    • ไอ มีเสมหะ เหนื่อย เจ็บหน้าอก
    • คลื่นไส้อาเจียน

การรักษา

  • เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้จะต้องแยกผู้ป่วยออกจากคนอื่น และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ทราบ
  • รีบทำการเพาะเชื้อจากเลือด และหนองที่ต่อมน้ำเหลือง
  • ให้ยาปฏิชีวนะก่อนที่จะทราบผลเพาะเชื้อ
  • สำหรับผู้ที่สำผัสกับผู้ป่วยจะต้องกักตัวไว้สังเกตอาการ และให้ยาปฏิชีวนะป้องกัน

เมื่อไรจะสงสัยว่าเป็นโรคกาฬโรค

  • สัมผัสกับสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระต่าย กระรอก แมวที่คิดว่าเสียชีวิตจากโรคนี้
  • ถูกหมัดหนุกัด
  • อยู่ในพื้นที่มีการระบาดของโรค
  • สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ หรือคนที่ป่วยเป็นกาฬโรคปอด
  • ท่องเที่ยวไปในพื้นที่ที่มีการระบาด

สาเหตุของโรค

เกิดจากหมัดหนู ที่มีเชื้อโรคนี้กัดและปล่อยเชื้อเข้าสู่ผู้ที่ถูกกัด

การติดต่อ

เชื้อนี้สามารถแพร่จากสัตว์ไปสู่สัตว์ หรือจากสัตว์ไปสู่คนได้โดยการติดต่อโดยการที่หมัดหนูมีเชื้อโรคกัดคน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อทางหายใจจากคนหรือสัตว์ที่ป่วยเป็นกาฬโรคปอด

ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ

  • การระบาดมักจะเกิดในที่แออัด และสุขอนามัยไม่ดี มีหนู้หรือขยะมาก
  • มักจะระบาดในช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมเนื่องจากหนูในช่วงนี้จะขยันออกหาอาหาร และคนออกนอกบ้านกันมาก
  • การสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค เช่น หนู กระแต กระรอก หรือแมว

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

  • นิ้วมือนิ้วเท้าเน่าจากการขาดเลือดเนื่องจากลิ่มเลือดอุดตัน
  • เกิดภาวะช็อกอย่างรุนแรง
  • เกิดปอดบวมและหายใจล้มเหลว
  • เกิดโลหิตเป็นพิษ
  • เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • เสียชีวิต

การรักษา

หากแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นกาฬโรคแพทย์จะรับตัวไว้ในห้องแยกโรค และให้ยาปฏิชีวนะอย่างแรงประมาณ 7- 10 วัน

การป้องกัน

โรคนี้ไม่มีวัคซีน แต่การให้ยาสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ หากคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังนี้

  • ใกล้ชิดกับคนป่วยหรือสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคนี้
  • ถูกหมัดกัดในพื้นที่มีการระบาดของโรค
  • เมื่อคุณเดินทางเข้าหล่งระบาด

การปรับสิ่งแวดล้อม

การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมจะช่วยไม่ให้คนถูกหมัดหนูกัด การปรับที่สำคัญได้แก่

  • มีแหล่งที่ทิ้งขยะและมีฝาปิดมิดชิด และมีระบบทำลายขยะ ไม่มีการกองขยะซึ่งเป็นแหล่งอาหารของหนู
  • หนูมักจะพักตามตลาดสด จะต้องไม่ทิ้งขยะ และกำจัดแหล่งที่พักของหนู
  • ไม่สัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ตาย หากจำเป็นให้สวมถุงมือยาว
  • กำจัดหนู กำจัดแหน่งที่พักของหนู ทิ้งขยะให้เรียบร้อย
  • หากมีสัตว์เลี้ยงต้องใช้ยาฆ่าหมัดเป็นระยะ
  • ระวังเด็ก หรือผู้ใหญ่เมื่อออกนอกบ้านโดยเฉพาะในแหล่งที่มีการระบาดไม่ใกล้ชิดกับสัตว์ฟันแทะทั้งหลาย และทายากันหวัด

การให้ความรู้ประชาชน

  • ชุมชนต้องร่วมมือในระบบการดูแลสิ่งแวดล้อม กำจัดแหล่งอาหารและที่พักของหนูรอบบ้านหรือที่ทำงาน กำจัดพุ่มไม้ กองหิน กองฟืน อาหารของสัตว์เลี้ยงต้องเก็บให้ดี
  • เมื่อต้องเข้าไปในแหล่งระบาดให้ฉีดสารเมีป้องกันหมัดที่เสื้อ และสวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสสัตว์ตาย
  • หากท่านอาศัยในถิ่นระบาด สัตว์เลี้ยงของท่านต้องได้รับยาฆ่าหมัด
  • พ่นยาฆ่าหมัดหนูในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
  • วิธีการจัดการกับอุจาระหรือรังหนู
    • ปล่อยให้อากาศถ่ายเทก่อนเข้าไปทำความสะอาด
    • ฉีดยาฆ่าหมัดหนูก่อนทำความสะอาด
    • เก็บขยะ ขี้หนูใส่ถงและนำไปทำลาย
    • ไม่กวาด หรือดูดฝุ่น ต้องทำให้บริเวณดังกล่าวชื้นเพื่อป้องกันการพุ้งกระจาย
    • ใส่ถุงมือขณะทำความสะอาด และล้างมือเมื่อเสร็จงาน

ได้ทำความรู้จักกับทั้ง 3 โรคไปแล้ว ถ้าหากเป็นโรคเหล่านี้ หวังว่าทุกคนจะได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์กันได้นะคะ

 ขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
th.wikipedia.org/wiki/ฝีดาษ
www.hfocus.org/content/2013/09/4628
www.siamhealth.net