อโรคยศาล ที่พึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / อโรคยศาล ที่พึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” ทุกคนคงจะรู้สึกเหมือนๆกันคือ โรคที่รักษาให้หายได้ยากหรือแม้กระทั่งมันเป็นชื่อของ “ความตาย” ผู้ป่วยที่ได้รับผลตรวจว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งนั้น คงจะรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า กำลังใจในการใช้ชีวิตลดลง บางคนถึงขั้นกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ หลายคนคงเคยได้ยินว่า คนที่จะต่อสู้กับโรคมะเร็งนั้น กำลังใจต้องเป็นที่หนึ่ง ถ้าหากว่าใจไม่สู้แล้ว ก็เหมือนว่าคุณแค่กำลังรอความตายมาคร่าชีวิตของคุณไปเท่านั้น…

ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ฯลฯ แต่วันนี้เราจะพูดถึงการรักษาตามแนวทางการแพทย์แบบองค์รวม ที่ “อโรคยศาล” วัดคำประมง จ.สกลนคร ที่พึ่งพิงและรักษาตัวแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

มะเร็ง1

อโรคยศาล หมายถึง สถานอภิบาลพักฟื้นผู้ป่วยด้วยสมุนไพรตามธรรมชาติไปจนกว่าอาการของผู้ป่วยจะทุเลาเบาบางลงไป หรือหมดไปสิ้นไปด้วยวิถีแห่งธรรมะและธรรมชาติบำบัดและหรือการแพทย์แบบองค์รวม

การแพทย์แบบองค์รวม คือ การผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนไทย(สมุนไพร), การแพทย์แบบแผน, การแพทย์แผนจีน(การฝังเข็ม), สมาธิบำบัด, ดนตรีบำบัด, ธรรมะบำบัด, มนตราบำบัด, และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

อโรคยศาล วัดคำประมง จ.สกลนคร ก่อตั้งโดย ” หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม “ ก่อนที่จะเกิดอโรคยาศาลขึ้น หลวงตาปพนพัชร์ อาพาธด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูกอาการหนักขนาดมีเลือดออกทางปาก หลวงตาได้เข้ารับการรักษาด้วยการฉายแสง ให้ยา และทำคีโม จนกระทั่งถึงคอร์สสุดท้ายของการทำคีโม หมอให้ยาทั้งวันทั้งคืนเป็นอาทิตย์ติดต่อกัน หลางตารู้สึกว่าความเจ็บปวดนี้มันรุนแรงมาก พยายามทำสมาธิภาวนาพุทโธ แต่ก็ทนแทบจะไม่ไหว หลวงตาคิดเตรียมจะละสังขาร ปล่อยวางทุกอย่าง จนหลวงตาหมดสติไป จนเมื่อหลวงตาฟื้นและได้กลับมาที่วัดคำประมง ก็ยังมีอาการหายใจไม่สะดวก แล้วมีเลือดไหลออกจากปากและจมูก สุดท้ายในเวลาตี 3 หลวงตาจึงนั่งทำสมาธิ เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ทำให้จิตใจสงบนิ่ง จิตละเอียด หลวงตาจึงถอนจิตออกจากสมาธิ แล้วเอาตำรายาสมุนไพรที่มีอยู่เล่มเดียวในวัดมาศึกษา บวกกับสมาธิที่มีอยู่ ก็คิดสูตรยาสมุนไพรขึ้นมาได้

หลวงตา

หลวงตาต้มยาสมุนไพรดื่ม ทำให้รู้สึกโล่ง หายใจสะดวก ทั้งๆที่หายใจไม่ออกมาเป็นอาทิตย์ ภายหลังหลวงตาไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วยเครื่องสแกนคอมพิวเตอร์ ก็ไม่พบค่ามะเร็งอีก ก้อนเนื้อขนาดประมาณ ๑ เซนติเมตรด้านในโพรงจมูกก็หายไปด้วย หลังจากที่หลวงตาหายจากโรคมะเร็ง ทำให้ชาวบ้านที่ทราบข่าว พากันมาขอความช่วยเหลือจากหลวงตา ท่านไม่สามารถปฏิเสธได้จึงนำยาสมุนไพรและการใช้สมาธิบำบัดมาช่วยรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มาขอความช่วยเหลือ หลังจากนั้นจำนวนผู้ป่วยก็เริ่มมากขึ้น จึงทำให้เกิด “อโรคยาศาล” ขึ้น หลวงตาทำที่พัก ที่อยู่ ที่กิน ให้กับผู้ป่วยมะเร็งและญาติที่เข้ามารักษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาล้วนมาจากผู้มีจิตศรัธทาที่บริจาคให้แก่วัด

ผู้ป่วยเหล่านี้จะได้รับการรักษาตามแนวทางการแพทย์แบบองค์รวม ซึ่งเน้นเรื่องของสมาธิบำบัดและธรรมชาติบำบัด ได้แก่การใช้ยาสมุนไพร ที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทัศนคติ และการกินอยู่ให้ถูกต้องสอดคล้องกับหลักธรรมะของพุทธศาสนา นอกจากนั้นยังไม่ปิดกั้นการรักษาทุกแนวทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ไม่ว่าการแพทย์แบบตะวันตก การแพทย์แผนจีน ดนตรีบำบัด การฝึกโยคะ ฯลฯ

ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาตัวจะต้องมีญาติมาด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อจะได้ช่วยกันดูแลในเรื่องต่างๆและเรื่องอาหารของผู้ป่วยด้วย กิจกรรมในแต่ละวัน เริ่มจากตื่นนอนตอนเช้า ผู้ป่วยที่อาการไม่หนักมากจะมารวมตัวกันเพื่อออกกำลังกายเบาๆ นั่งสมาธิ และนำอาหารที่เตรียมไว้มาตักบาตรกับหลวงตาและฟังธรรมเทศนาต่อ จากนั้นจึงค่อยไปรับยาในช่วงเช้า ระหว่างวันผู้ป่วยจะพักผ่อนหรือจะทำสมาธิตามที่หลวงตาสอนไว้ก็ได้ ส่วนญาติของผู้ป่วยนั้นจะดูแลทำความสะอาดที่พัก และดูแลเรื่องอาหารของผู้ป่วย ที่นี่จะมีโรงครัวไว้ให้ญาติผู้ป่วยได้ประกอบอาหารกัน

ยาต้ม

อาหารของผู้ป่วย

หลวงตาปพนพัชร์ได้กล่าวถึงเรื่องอาหารของผู้ป่วยไว้ว่า “ญาติและผู้ป่วยจะทำกันเองโดยได้รับคำแนะนำ หรือทำเป็น DVD ฉายประกอบให้ผู้ป่วยดูซึ่งจะ แนะนำตอนทำวัตรเย็นหรือตอนตรวจไข้ ส่วนมากจะเป็นอาหารสุขภาพ Macrobiotic ก็ใช่ ของเกอร์ซันก็ใช่ ของชีวจิตก็ใช่ ของสันติอโศกก็ใช่ คือไม่อยากจะให้ซีเรียสเรื่องอาหารเพียงแต่แนะนำว่าเป็นมะเร็งก็กินยากอยู่แล้ว ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ ควรกินน้ำธัญพืช น้ำข้าวกล้อง จะสบายกว่า เพราะกินเข้าไปแล้วมันก็ย่อยเลย”

อาหารที่ผู้ป่วยห้ามรับประทาน มีดังนี้

  • กลุ่มเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะ กบ เต่า ปลาไหล ตะพาบ ปลากระเบน เป็ด ห่าน ไข่นกกระทา ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาเจ่า ปลาส้ม แหนม ปูเค็ม ปูทะเลสด อาหารทะเล หอยทุกชนิด เนื้อวัว เนื้อควาย กระเพาะปลา เย็นตาโฟ รวมทั้ง ไข่ นม และ ไขมันจากสัตว์
  • พืชบางชนิด โดยเฉพาะที่มีรสหวานจัด เช่น ขนุน ลำไย ทุเรียน กล้วยหอม ละมุด กะทิ ข้าวขัดขาวทุกชนิด น้ำตาลทรายขาว แตงโม พืชที่มีไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น กะทิ มะพร้าวอ่อน พืชบางอย่างที่แสลง เช่น หน่อไม้ แตงกวา ใบชะพลู ฝรั่ง เป็นต้น
  • ลดโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วลิสง ฯลฯ เต้าหู้หู้ เห็ดต่างๆ
  • ลดไขมันจากพืช เช่น น้ำมันงา ถั่วเหลือง
  • งดเครื่องปรุงที่มีวัตถุกันเสีย ที่มีผงชูรส น้ำปลา กะปิ น้ำตาลทรายขาว ของหมักดองทุกชนิด เต้าเจี้ยว สีผสมอาหาร
  • งดเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ รังนก ซุปไก่สกัด โอวัลติล

นอกจากนี้ยังไม่ควรใช้เครื่องใช้ที่อาจมีสารพิษปนเปื้อน เช่น พลาสติก หม้ออลูมิเนียมแต่ควรใช้หม้อดิน สเตนเลส เซรามิค หม้อเคลือบ หรือ ทัพพีไม้เป็นต้น

อาหารที่ควรรับประทาน มีดังนี้

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ๕๐ – ๗๐ % เช่น ข้าวกล้อง(ข้าวเจ้า หรือข้าวเหนียวกล้องก็ได้) เผือก มัน ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์
  • โปรตีน ๑๐ – ๑๕ % เน้นโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วฝักอ่อน ถั่วงอก ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วพู ฯลฯ
  • ควรทานผักสด ผลไม้สด(ที่ไม่มีข้อห้าม) น้ำผัก(ควรใช้เครื่องแยกกาก) ควรใช้ผงถ่าน(Activated charcoal)แช่ล้าง เพื่อดูดซับสารพิษ

จากนั้นช่วงเย็นผู้ป่วยจะไปรวมกันที่อโรคยศาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำกิจกรรมและรับยา  จะมีการให้ผู้ป่วยและญาติสวดมนต์ หลังจากนั้นก็มีกิจกรรมสันทนาการ มีการเปิดเพลงและร่วมกันการร้องเพลง ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนวให้กำลังใจ ทำให้บรรยายกาศดูผ่อนคลาย หลังจากนั้นหลวงตาจะมานำการออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายให้แก่ผู้ป่วย ก่อนที่จะเริ่มนั่งทำสมาธิ หลวงตาจะให้นั่งสมาธิเป็นเวลา 9 นาที เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงความสงบในจิตใจตนเอง เมื่อสิ้นสุดการนั่งสมาธิ เจ้าหน้าที่รินน้ำสมุนไพรที่ชื่อว่า “น้ำสาบาน” สีน้ำตาลใส ใส่ถ้วยแจกทุกคน ยาสมุนไพรตัวนี้จะช่วยให้หลับได้ดี หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยเดินเข้าไปรับยาที่ห้องจ่ายยาตามลำดับ และแยกย้ายการไปที่ห้องพัก ผู้ป่วยจะต้องทานยาที่ได้รับให้หมดก่อนเข้านอนพักผ่อน พร้อมที่จะตื่นขึ้นมาเผชิญชีวิตในเช้าวันใหม่…

การแพทย์แบบองค์รวม ที่อโรคยศาล วัดคำประมง จ.สกลนคร นั้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง บางคนไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากทำเคมีบำบัด จึงเลือกที่จะมารักษาที่นี่ หรือบางคนรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบันแล้วก็ยังไม่หาย เลยอยากจะลองการรักษาแบบใหม่นี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกพิจารณาของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือกำลังใจของผู้ป่วยที่จะต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ครอบครัว คนรัก ต้องช่วยกันดูและเอาใจใส่กันและกันให้มากๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเชื่อว่าทุกคนสามารถก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน ถ้าทุกคนมีกำลังใจที่ดี…

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : อโรคยาศาล วัดคำประมง / นิตยสารสารคดี
เรียงเรียงข้อมูลโดย health.mthai.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา