ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง แค่กำลังใจก็สู้ได้

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง แค่กำลังใจก็สู้ได้

ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง ที่วันนี้ทีมงาน Health Mthai รวบรวมมาให้คุณผู้อ่าน ได้ลองฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ สุขภาพ ที่เหล่าคนดังเค้าเคย ประสบพบเจอกันมา แต่ก็ผ่านมาได้อย่างดี โดยอาศัยการดูแลตัวเอง และ กำลังใจที่ดี ก็ช่วยให้ต่อสู้โรคร้าย หรือแม้แต่โรคที่ไม่ค่อยมีคนเป็นกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ใครที่กำลังต่อสู้โรคร้ายอยู่ ว่าคุณไม่ได้โชคร้ายเพียงลำพัง ยังมีคนที่ป่วยและต่อสู้กับมันด้วยกำลังใจแล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ลองติดตามกันดูค่ะ

ก้อย รัชวิน

ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ ป่วยเป็น โรคติดเชื้อแบคทีเรียกัดเนื้อ โรคประหลาดที่หายาก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน บริเวณต้นเหตุคือ น่องเรียวงามข้างซ้ายของก้อยนั่นเอง ปรากฎเป็นก้อนเล็กขนาดจิ๋วเท่าเมล็ดถั่วสองสามเมล็ด ซึ่งมักสะดุดมือ เวลาลูบ ขณะอาบน้ำหรือทาครีม

ก้อยทิ้งเอาไว้อีกสองสามเดือน กว่าจะตัดสินใจไปหาหมอ เบื้องต้น ได้ยามากินและทา แต่เจ้าก้อนเล็กๆ เหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าจะยุบลงเลย สุด ท้ายจึงลงเอยที่การผ่าตัดเอาก้อนเล็กๆ นั้นออก ระหว่างนั้น ก้อยเครียดมาก เพราะแผลผ่าตัดทำให้เดินเหินลำบาก ยิ่งต้องซ้อมละครเวทีที่รับมาด้วย ชีวิตเลยยิ่งยาก เนื่องจากไปกระโดดโลด เต้นบนเวทีไม่ได้ ต้องนั่งเฉยๆ แล้วต่อเสียงพูดเข้าไป ยิ่งเป็นคนทุ่มเทกับงานมาก จึงไม่มีช่วงเวลาไหนทำให้รู้สึกแย่เท่านี้เลย

คุณหมอที่ดูแลก้อย ก็เริ่มหมดความมั่นใจ เมื่อแผลที่ผ่าตัดไปแล้ว ไม่มีทีท่าจะหาย น้ำเหลืองยังไหลชุ่มผ้าก้อซปิดแผลทุกวัน ไหมเย็บแผลก็จม ไปในเนื้อ เอาออกไม่ได้ ราวกับการผ่าตัดครั้งนี้คือ การปลุกอสูรร้ายในผิวหนังให้ยิ่งลุกลามกัดกิน สุดท้ายจากผลการตรวจเชื้อในห้องแลปพบว่า ก้อยติดเชื้อโรคประหลาด ปกติ เชื้อโรคนี้จะอยู่ในดิน พื้นหญ้า และแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เราอาจติดมาเองหรือจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคเหล่านี้ ซึ่งคุณหมอบอกว่าจะไม่ ก่ออาการผิดปกติอะไร จนกระทั่งภูมิคุ้มกันในร่างกายตกลง เจ้าอสูรร้ายจึงอาละวาด โดยอาจปรากฎเป็นก้อนเนื้อบริเวณลำคอ ใบหน้า หรือ อวัยวะอื่นๆทั่วร่างกาย ฉะนั้น เมื่อพบที่น่องอย่างของก้อย จึงนับว่าโชคดีมาก

และยิ่งโชคดี ที่พบในช่วงที่ยังรักษาได้ (แค่กินยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง นานหกเดือนเท่านั้น) เพราะบางคนปล่อยทิ้งไว้นาน เจ้าอสูรร้ายกัด กินลงไปจนถึงกระดูก จึงต้องตัดอวัยวะนั้นทิ้ง กลายเป็นคนพิการไปในที่สุด

แหวนแหวน

แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ ป่วยเป็น มะเร็งเต้านม

มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะพานพบ แต่สำหรับ แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ เธอกลับต้องทำความรู้จักกับเจ้ามฤตยูร้ายนี้ โดยไม่ได้ตั้งตัว

ตอนที่ตรวจเจอเนื้อร้าย อายุ 20 ต้นๆเอง ตอนนั้นตกใจมาก และแปลกใจด้วยว่าเราเป็นมะเร็งเต้านมได้อย่างไร พอมานั่งทบทวนดู ก็เจอ หลายสาเหตุค่ะ ซึ่งมาจากการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น

ช่วงก่อนที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไรค่ะ อาหารที่รับประทาน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะอาหารปิ้ง ย่าง และอาหารที่จัดว่าเป็นอาหารขยะ (Junk Food) จะรับประทานบ่อยมาก เพราะเห็นว่าหาซื้อง่าย สะดวก แถมอร่อยด้วย นอกจากนั้น ยังไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โดยมักใช้ข้ออ้างว่า ทำงานมาเหนื่อยแล้ว พักผ่อนดีกว่า ในขณะเดียวกัน แหวนคิดว่าเราไม่ได้เป็นคนเที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ น่าจะตัดปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคร้ายไปได้ และที่สำคัญคิดตลอดว่าตัวเองอายุยังน้อย คงไม่เป็นไร

ในวิกฤติ มีโอกาสซ่อนอยู่  แหวนโชคดีมากเลยค่ะ ที่ตรวจพบเนื้อร้ายตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จึงรักษาได้ไม่ยาก หลังผ่าเอาเนื้อร้ายออก แหวนก็ตั้งใจว่าจะดูแลตัวเองมากขึ้น เริ่มด้วยเรื่องอาหาร อาหาร Junk Food ก็เลิกรับประทานไปเลย หันมารับประทานผัก ผลไม้มากๆ อาหารปิ้งๆ ย่างๆที่เคยชอบ ก็หลีกเลี่ยงค่ะ มารับประทานสลัดแทน

เอ๊ะ ศศิกานต์

เอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาติวรศิลป์ สู้มะเร็ง ด้วยความสุข

โรคนี้จะทำให้ทรมานกายใจมหาศาล และพานต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะการรักษามีสนนราคาแสนแพงตรงกันข้ามกับดาราสาวสวยที่มา เป็นแบบปกให้ชีวจิตปักษ์นี้คุณเอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาติวรศิลป์ ซึ่งกล่าวถึงโรคร้ายนี้อย่างอารมณ์ดีและไม่ใช่ด้วยทีท่าย่ามใจ แต่เป็นทีท่าของ คนที่รู้จักโรคมะเร็งลึกซึ้งเธอมีคาถาดีหรืออย่างไร ต้องติดตามค่ะ

ครอบครัวมะเร็ง บ้านเอ๊ะมีกรรมพันธุ์เรื่องโรคมะเร็งอยู่แล้ว วิตามินหรืออาหารเสริมบางตัวก็อาจมีฮอร์โมนซึ่งเราไม่รู้ นี่คือเหตุผลง่ายๆ แบบของเธอ ซึ่งผู้รู้เรื่องนี้หลายคนอาจมีข้อแย้งมากมาย ที่บ้านเป็นมะเร็งกันเกือบทุกคนค่ะ(หัวเราะ) ฝั่งคุณแม่ เริ่มจากคุณยายเป็นมะเร็งเต้านม ต้องตัดหน้าอกทิ้งทั้งสองข้างแต่นี่ก็ไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เสียชีวิตนะคะท่านชราและหมดอายุขัยไปเอง

ส่วนคุณแม่เอง ก็เป็นมะเร็งเต้านมเจอขณะตรวจสขุ ภาพประจำปี และเป็น ในระยะที่เพิ่งเริ่ม จึงทำการผ่าตัด และฉายแสง ซึ่งก็เอาอยู่ ผ่านมาเจ็ดแปดปีแล้วก็ยังไม่กลับมา ใบหน้าและน้ำเสียงขณะเล่าให้เราฟังนั้น ยังสดใสเจื้อยแจ้ว เหมือนไม่ได้กำลังพูดถึงโรคร้าย

ส่วนคุณพ่อก็เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสาม ก็ผ่าตัดและทำคีโม ผ่านมาสามสี่ปีแล้วค่ะ เพราะสมาชิกที่เรียกว่า เป็นบุคคลหลักๆของครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งกันทุกคน คุณเอ๊ะจึงเชื่อว่า ลักษณะเซลล์ที่สามารถกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ ต้องอยู่ในร่างกายเธอแน่นอน“เอ๊ะเชื่อว่า ถ้าตัวเองไม่ตายด้วยโรคเบาหวาน ก็ด้วยมะเร็งค่ะ

คนในบ้านเข้มแข็งมาก เอ๊ะเองยังสะเทือนใจ เศร้ากับมันมากกว่าท่านด้วยซ้ำ คุณแม่ขับรถไปโรงพยาบาลเพื่อฉายแสงเองมีแค่ครั้งสุดท้ายนี่แหละที่เปลี่ยนลักษณะของแสงทำให้เหนื่อยมากถึงเริ่มไหว้วานลูก“ส่วนคุณพ่อ ในเดือนที่ต้องให้คีโมอยู่เรื่อยๆ ท่านก็ยังไปตีกอล์ฟ ทำทุกอย่างในชีวิตประจำวันเหมือนปกติ ทั้งที่เราก็สังเกตรู้ว่าท่านเหนื่อยมาก และรูปร่างผอมลงมาก”คุณเอ๊ะบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่มองว่า โรคมะเร็งเป็นโรคร้าย(แม้จะถูกขนานนามอย่างนั้น) จึงเชื่อว่าจะเอาชนะได้“เราไม่ได้มองว่าความเจ็บป่วยจากโรคนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ทำอะไรไม่ได้อีกเลยในชีวิต ไม่รู้สึกว่านี่คือสุดท้ายของชีวิตค่ะ”กำลังใจจากครอบครัวเพราะตัวผู้เผชิญหน้ากับโรคมะเร็งเองเข้มแข็ง คนใน ครอบครัวอื่นๆ จึงมีกำลังใจ

เพราะคุณพ่อคุณแม่ซึ่งป่วย ยังไม่เศร้าหรือเสียกำลังใจเลยเราเลยมีกำลังใจมาก และคิดว่าต้องทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้“เราจะไม่พูดถึงความเจ็บป่วยกัน ไม่ทรีต (treat หรือปฎิบัติ)ท่านเป็นคนป่วย ทรีตเป็นคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง พูดคุยแต่เรื่องที่ทำให้มีแต่รอยยิ้มและเสียง
หัวเราะ”หลังจากการรักษา ครอบครัวคุณเอ๊ะก็ไม่ย่ามใจ นอกจากการตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการกลับมาอาละวาดของเซลล์มะเร็ง ดาราสาวยังเล่าว่า สิ่งสำคัญในการต่อสู้กับโรคนี้คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพื่อป้องกันความเครียด อันเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อโรคมะเร็ง เอ๊ะคิดว่าสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง ไมใช่แค่การกินอาหารออร์แกนิกแล้วจะจบ แต่อยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าป่วยแล้วเครียดโรคจะชนะเรา ถ้าเรามีความสุข จะสามารถผ่านพ้นไปได้ง่าย เพราะวันหนึ่งทุกคนต้องตาย อาจต้องป่วยเป็นอะไรสักอย่างก่อน เคล็ดลับอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข

sick-2

โอ อนุชิต กับ โรคไวรัส ที่ปลายประสาทคู่ที่ 7

โอ อนุชิต เล่าว่า เริ่มแรกมีอาการเหมือนนอนตกหมอน ปวดคออยู่ประมาณ 2 วัน และลามมาปวดหัว รู้สึกปวดที่เส้นตุบๆ หลังจากนั้น
สังเกตตัวเองว่า เวลายิ้มแล้วปากมันไม่ขยับตามไปด้วย หลังจากนั้น พอไปล้างหน้า จะหลับตาเอาน้ำลูปหน้า แต่สังเกตตัวเองว่าตาปิดไม่สนิท แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าเคี้ยวอาหารไม่ได้ อาการทั้งหมดที่เล่ามานั้นเกิดขึ้นพร้อมกันภายในวันเดียว จึงตัดสินใจไปหาหมอ หลังจากพอหมอแล้ว ก็วินิจฉัยว่า โอ อนุชิต ป่วยเป็นโรคไวรัส ที่ปลายประสาทคู่ที่ 7 หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า Bell’s Palsy

อาการสำคัญของโรคนี้ก็คืออยู่ๆก็หน้าเบี้ยวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เห็นชัดเวลายิงฟันแก้มจะเบ้ไปข้างเดียว และเวลาหลับตาก็จะหลับตาลงได้ข้างเดียว ซึ่งส่องกระจกดูแล้วมักทำให้เจ้าตัวขวัญหนีดีฝ่อเลยทีเดียวว่าเฮ้ย.. นี้ตัวเราเหรอเนี่ย พอตกใจรีบโทรไปหาเพื่อนๆก็วินิจฉัยมาให้เสร็จว่าก็เป็นเพราะเธอฉีดโบทอกซ์เกินขนาดละสิ ซึ่งจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันเลย อาจมีอาการอื่นแถมเช่นปวดหู ปวดตา ตาแห้ง ตามัว เหงื่อแตกข้างเดียว การรับรสเปลี่ยนไป เป็นต้น

วิธีรักษาก็คืออยู่เฉยๆ หมออาจจะใช้มาตรการต่างๆป้องกันไม่ให้แก้วตาแห้งและเป็นแผล แล้วรอให้โรคมันหายเอง ดังที่บอกแล้วว่าโรคนี้เป็นเองหายเอง การใช้ยาสะเตียรอยด์ก็อาจจะช่วยได้บ้าง หมอบางท่านชอบใช้ แต่บางท่านก็ไม่ชอบ การใช้ยาต้านไวรัสครั้งหนึ่งเคยเป็นวิธียอดนิยมมาแต่ในอดีตนั้น หลักฐานใหม่ๆบ่งชี้ไปทางว่ามันไม่ค่อยได้ผล

โรคนี้ถ้าเป็นคนที่อายุยังไม่มากก็มีโอกาสหายเองจนดีดังเดิมถึง 85-90% ที่เหลือคือหายแต่ไม่ดีดังเดิม ยังมี “เบี้ยวเสน่ห์” เหลือให้เป็น
เอกลักษณ์ให้เพื่อนฝูงล้อเลียนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นในคนอายุมากเกิน 60 ปีขึ้นไปโอกาสจะเบี้ยวถาวรมีมากถึง 40% ในกรณีที่เป็น
แล้วหายแล้ว ก็ยังมีโอกาสกลับเป็นใหม่ซ้ำได้อีกถึง 14% ดังนั้นโรคเบลหน้าเบี้ยวนี้ให้ดาราเขาเป็นกันไปเถอะ อย่าเจอกับตัวเองเป็นดีที่สุด
ครับ ( ข้อมูลเกี่ยวกับโรคโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ )

นิว กีรติกร

นิว กีรติกร โรคลูคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว

ป่วยเป็นลิวคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มาประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งโรคนี้ไม่ได้มีขั้นเหมือนมะเร็งชนิดอื่น คือถ้าเป็นแล้วก็ต้องพยายาม
ดูแลตัวเองให้ดี และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนไขกระดูก หรือเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์

โรคนี้พูดให้เข้าใจ แบบง่าย ๆ ก็คือ ตัวที่ผลิตเม็ดเลือดขาวมันเสีย เหมือนโรงงานผลิตมันเสีย จะรักษาให้หายก็ต้องเปลี่ยนโรงงานใหม่ ตน รักษาด้วยวิธีการถ่ายเลือดที่ รพ.จุฬาฯ เป็นประจำ เมื่อมีอาการก็จะหนาว ผอม และเลือดไหลไม่หยุด วิธีการดูแลตัวเองก็ต้องพยายามพักผ่อน ให้เพียงพอ และระวังไม่ให้เลือดออก หากร่างกายเริ่มมีรอยเป็นจ้ำ ๆ ตามตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟัน ก็ต้องรีบไปหาหมอเพื่อถ่ายเลือด ตนเพิ่งถ่ายเลือดไปล่าสุดเมื่อประมาณก่อนปีใหม่ ตอนที่ไปออกงานสุพรรณหงส์เมื่อปีที่แล้วนั้น รู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคนี้ เพียงแต่อาการยังดีอยู่

ความจริงการเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์ใช้ไขกระดูกของพี่น้องร่วมท้องได้ แต่เนื่องจากตนเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง และพ่อแม่ก็แก่มากแล้ว นำมาใช้ไม่ได้ ตอนที่รู้ว่าเป็นครั้งแรก ตนช็อกมาก เคยท้อถึงขั้นจะไม่รักษา แต่ก็มีคนที่เคยเป็นโรคนี้ให้กำลังใจมาว่า ถ้าเราดูแลตัวเอง ก็อยู่ได้ มันเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อยของชีวิตเท่านั้น แรก ๆ ทำใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ไปฝึกทำสมาธิอาการก็ดีขึ้น ตอนนี้เลยเลือกที่ จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หมอไม่ได้บอกว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับสุขภาพของเรา ตอนแรก ๆ หมอส่ายหน้าด้วยซ้ำ เพราะน้ำหนักตัวลดลงเยอะ แต่พอเราหันมาพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ มันก็ดีขึ้น

นิว-กีรติกร ยังกล่าวต่อว่า รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่รู้ว่าป่วย รู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อย ดีกว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุ และจากไปอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ตนรู้คุณค่าของความรักจากคนรอบข้าง พอเราป่วยเราก็จะรู้ว่าใครมีน้ำใจกับเรา ตนออกงานครั้งสุดท้ายก็คือ งานสุพรรณหงส์ หลังจากนั้นที่เงียบไปก็คือไปรักษาตัว แล้วเพิ่งกลับมารับงานอีกครั้งแค่ 2 ชิ้น คือ ถ่ายแบบเอฟเอชเอ็ม และเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง ของ แอม-เสาวลักษณ์ และตอนนี้อาการดีขึ้นพอที่จะกลับมารับงานได้แล้ว เพราะอยากนำเงินไปรักษาตัว

เอมี่ กลิ่นประทุม

เอมี่ กลิ่นประทุม ป่วยเป็นโรค เอชพีวี

โรคHPV เชื้อไวรัส Human Papillomavirus ซึ่งเป็นตัวเร่งเซลล์อันนำไป สู่ โรคมะเร็งปากมดลูก ที่สาวเอมี่ ป่วยมาถึง 7 ปีแล้วจากการตรวจพบโดยบังเอิญ ซึ่งคุณแม่ของสาวเอมี่เองก็ป่วยด้วยโรคนี้ และได้ตัดมดลูกและรังไข่ไปแล้ว สาวเอมี่ เธอมีกำลังใจและมีวินัยอย่างดีเยี่ยมที่จะ ต่อสู้กับโรคนี้มาโดยตลอด และเร็วๆ นี้เธอจะเข้ารับการผ่าตัดแล้ว เพื่อการรักษาสุขภาพของตัวเธอเอง โดยการคว้านเนื้อส่วนที่มีเชื้อเซลล์ที่ ผิดปกติออกไป โดยสาวเอมี่ จะมีลูกได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องพักรักษาตัว และ เว้นระยะห่างในการจะมีลูกให้นานขึ้นสักหน่อย

 

เนื้อหาจาก นิตยสารชีวจิต

เรียบเรียงโดย Health Mthai Team

ขออนุญาตใช้เนื้อหา