รักษาอาการปวดด้วย ไคโรแพรคติก

หน้าแรก / แพทย์แผนปัจจุบัน / รักษาอาการปวดด้วย ไคโรแพรคติก

หลายคนคงเคยได้ยินการรักษาอาการปวดต่างๆด้วยวิธีการจัดกระดูก ในประเทศไทยมีร้านนวดแผนไทยหลายร้านที่มีการรักษาอาการปวดด้วยวิธีการจัดกระดูก บางคนหายจากอาการปวด แต่บางคนอาจจะเป็นหนักกว่าเดิมเพราะความไม่ชำนาญของหมอนวด วันนี้เราจะมาแนะนำศาสตร์ของการจัดกระดูกที่เป็นที่ยอมรับจากองค์กรอนามัยโลก นั่นก็คือ ไคโรแพรคติก และในประเทศไทยเอง ก็ได้มีการออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ ให้แก่ ไคโรแพรคติกแพทย์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย

167234932

ศาสตร์วิชาการแพทย์ ไคโรแพรคติก เป็นแขนงการดูแลสุขภาพ โดยตรวจรักษาระบบประสาท การดูแลกระดูกสันหลัง และข้อต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จ่ายยา ใช้เข็ม หรือผ่าตัด ด้วยการรักษาความผิดปกติของโครงสร้างและการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Structure and Biomechanic) หรือการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติ ของข้อกระดูกสันหลัง เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นจุดศูนย์กลางของดุลยภาพในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฉะนั้นหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อระบบประสาท ซึ่งควบคุมร่างกายทั้งหมดของเรา การแพทย์ ไคโรแพรคติก เน้นถึง ความสมดุลของระบบโครงสร้าง สภาวะจิต และสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย

การแพทย์ ไคโรแพรคติก มีมานานกว่า 100 ปีแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบันเป็นการแพทย์ทางเลือกที่มีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดในสหัฐอเมริกา แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า การดูแลกระดูกเป็นเรื่องของคนสูงอายุหรือคนพิการเท่านั้น

ศาสตร์วิชาการแพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Davenport รัฐ Iowa ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1895 (พ.ศ.2438) ผู้เริ่มคนแรก คือ DR. D.D. Palmer ท่านได้พัฒนาศิลปะปรัชญา และวิทยาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติก คำว่า Chiropractic เป็นภาษากรีก ซึ่งคำว่า ?Cheir? และ ?Praktikas? มาผสมกัน ซึ่งความหมายก็คือ ?รักษาด้วยมือ?

การตรวจรักษา

ในความเป็นจริงแล้ว หลาย ๆ โรคที่เกิดจากการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูกสันหลัง โดยเกิดจากสาเหตุง่าย ๆ เช่น ท่าทรงตัวที่ไม่ถูกต้อง, ยกของหนัก, การนั่งนานเกินไป, การขาดการออกกำลังกาย หรือการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักโภชนาการ การสูบบุหรี่ ปัญหามลภาวะ การรับแรงกดที่ผิดปรกติ และความเครียดด้านจิตใจ และความผิดปกติของร่างกายหลายอย่าง สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการแพทย์ไคโรแพรคติก อาทิ อาการปวดศีรษะเรื้อรัง, ปัญหาของไซนัส ปัญหากระดูกกะโหลกศีรษะ ปวดหลัง คอ แขน ขา หมอนรองกระดูก อาการชาตามมือ หรือเท้า อาการปวดประจำเดือน อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เป็นต้น

การตรวจรักษาจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติอาการไปจนถึงการอ่านฟิล์มเอกซเรย์คนไข้ ส่วนการรักษาโดยปกติจะใช้มือจัดข้อของกระดูกสันหลัง และ กระดูกเชิงกรานให้เกิดความสมดุล จากตำแหน่งผิดปกติให้กลับเข้าสู่ภาวะที่ปกติโดยไม่ใช้ยา เข็ม หรือการผ่าตัด

สำหรับระยะเวลาในการรักษา จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  1. อาการรุนแรงเพียงใด
  2. มีอาการมาเป็นเวลานานแค่ไหน
  3. ร่างกายของคนไข้มีความสามารถในการรักษาตัวเองมากเพียงใด
  4. คนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัดหรือไม่

และนอกจากการแพทย์ไคโรแพรคติก จะรักษาอาการต่างๆ ได้ ยังสามารถตรวจเช็คระบบประสาท ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าหากคอยจนร่างกายแสดงอาการผิดปกติออกมา จะทำให้การรักษาลำบากและใช้เวลานานขึ้น (It is easier to stay well than try to get well)

ไคโรแพรคติก ทำการรักษาอย่างไร

ซึ่งก็คล้ายแพทย์ทั่วๆไปที่จะต้องมี

  1. การซักประวัติการเจ็บป่วย
  2. ตรวจร่างกาย ทั้งทางกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท รวมถึงการเช็คลักษณะโครงสร้างร่างกาย ที่ผิดปกติ
  3. ตรวจ x-ray เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
  4. วินิจฉัยโรค และบำบัดรักษา

การรักษาแบบการแพทย์ไคโรแพรคติกจะทำการรักษาด้วยมือ โดยไม่มีการใช้ยาหรือการผ่าตัดแต่อย่างใด โดยปกติจะใช้มือจัดข้อกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจากตำแหน่งที่ผิดปกติให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นปกติ รวมถึงการทำงานของระบบประสาทที่ดีด้วย

นอกจากนี้ อาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือ ทางการแพทย์ไคโรแพรคติกบางอย่างช่วยคลายกล้ามเนื้อ หรือลดการเจ็บปวดของคนไข้เมื่อจำเป็น

ผู้ที่มีอาการอะไรบ้างควรมาพบไคโรแพรคเตอร์

การแพทย์ไคโรแพรคติก มุ่งเน้นในการบำบัดอาการเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรจะเข้ารับคำปรึกษา

  1. ปวดศีรษะโดยรอบ หรือ ข้างเดียว
  2. ไมเกรน (Migraine)
  3. ปวดคอ
  4. ปวดไหล่ ปวดแขน
  5. ปวดหลัง
  6. ปวดหรือชาตามแขน ขา
  7. บาดเจ็บจากการกีฬา (Sport injuries)
  8. บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (Accident)
  9. หมอนรองกระดูกเคลื่อน
  10. ปวดตามข้อต่างๆ
  11. บาดเจ็บจากการยกของหนัก
  12. อาการอ่อนเพลียนอนไม่หลับ
  13. กระดูกสันหลังคด
  14. อาการเครียด
  15. เส้นเอ็นอักเสบ

การแพทย์ไคโรแพรคติก ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับส่วนสำคัญของร่างกาย 4 ส่วนใหญ่ๆ

  1. กระดูกสันหลัง (Spine)
  2. ระบบประสาท (Nervous System)
  3. โครงสร้างของร่างกาย (Structure)
  4. โภชนาการด้านอาหารและวิตามิน (Nutrition)

การทำงานภายในร่างกายของมนุษย์? ถือเป็นความสำคัญส่วนหนึ่งของสุขภาพและนั้นก็คือความเกี่ยวข้องระหว่างระบบประสาทที่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรา

การแพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เป็นสาขาการดูแลสุขภาพใหญ่เป็น อันดับที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ไคโรแพรคติก แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น Medicine และ Osteopath คือ การรักษาโรคกระดูกสันหลังและระบบประสาทไขสันหลังที่เนื่องมาจากการกดตัวของกระดูกสันหลัง โดยไม่ใช้ยาและการผ่าตัด แต่ใช้กรรมวิธีของผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ จัดกระดูกสันหลังที่คลาดเคลื่อนที่มีผลทำให้กลไกของการเคลื่อนไหวของการก้ม เงย เอน บิด รวมถึงการทำงานของระบบประสาทไขสันหลัง ผิดปกติกลับมาทำงานให้ดีขึ้น

การคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูกสันหลังมีอาการอย่างไร

อาการปวดหลังโดยมีหรือไม่มี ?อาการปวดที่แผ่กระจาย? ไปที่ขาเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดคอ ปวดไหล่ และปวดแขน มักจะพบบ่อยในผู้ที่ทำงานในสำนักงาน ผู้ที่ขับรถมาก อาการปวดศีรษะแบบไมเกรน และอาการปวดศีรษะโดยทั่วไป อาการอื่น ๆ เช่น อาการกล้ามเนื้อตึง อาการคล้ายเป็นเหน็บ อาการชาและอาการเวียนศีรษะ เป็นตัวอย่างของอาการซึ่งเกิดจากการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูก

การคลาดเคลื่อนของกระดูกสันหลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

การเคลื่อนของข้อกระดูกสันหลัง ส่วนมากเกิดจากการที่เราทำกิจกรรมประจำวันโดยที่ไม่ระวังตัว เช่น การนั่ง การนอน การยืน ในท่าที่ผิด ลักษณะเป็นระยะเวลานาน ๆ การล้ม การกระแทก การยกของหนักโดยไม่ถูกวิธี อุบัติเหตุ เช่น รถชน รถค่ำ อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา การขาดการออกกำลังกาย

ได้รู้จักวิธีการรักษาอาการปวดต่างๆด้วยไคโรแพรคติก กันไปแล้วนะคะ ในประเทศไทยเองก็มีการรักษาแบบไคโรแพรคติกอยู่หลายที่ หากอยากลองรักษาอาการปวดด้วยวิธีนี้ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ เลือกโรงพยาบาลหรือคลีนิกที่เชื่อถือได้ด้วยนะคะ

?

ขอบคุณที่มาจาก : สมาคมการแพทย์ไคโรแพรคติก แห่งประเทศไทย
www.thailandchiropractic.org