กิน ยา อย่างไร? ให้ถูกต้องและปลอดภัย

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / กิน ยา อย่างไร? ให้ถูกต้องและปลอดภัย

เชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยกังวลเกี่ยวกับเรื่องการกินยาแน่ๆ เพราะบางทีเราก็มักจะลืมกินยา หรือว่ากินยาผิดเวลา แล้วยาก่อนอาหารและหลังอาหารควรจะกินตอนไหน อย่างไร? ทำให้หลายๆคนสับสบบ่อยๆ และอาจจะทำให้อาการป่วยเหล่านั้นหายช้าไปกว่าเดิม วันนี้เรามีเคล็ดลับถามตอบเกี่ยวกับเรื่องการกินยาอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัยมาฝากค่ะ ไปดูกันเลย เชื่อว่าคำถามคาใจหลายๆข้อของทุกท่านจะหายไป…

 

d11g3gnqse4t

การใช้ ยา ที่ถูกต้องมีความจำเป็นอย่างไรบ้าง

ยา ถ้าใช้ให้ถูกต้องกับโรค ทั้งยากินและฉีด หรือจะให้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ถูก ต้องก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าใช้ยาผิดพลาดไปนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้วบางครั้งอาจจะเกิดอันตรายอีกด้วย

ข้อแนะนำในการใช้ ยา ที่ถูกต้อง

หน้าซองที่จ่ายให้ผู้ป่วยจะมีกำหนดไว้ เมื่อผู้ป่วยได้รับ ยา ไปควรจะอ่านวิธีใช้ ที่หน้าซองหรือขวดให้เข้าใจก่อนกลับบ้าน หรือให้ผู้ป่วยถามเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ห้องยาอ่านให้ฟังให้เข้าใจเสียก่อน เพราะว่าการที่กลับบ้านไปแล้วอ่านไม่เข้าใจ ต้องกลับมาโรงพยาบาล หรือบางทีไปกิน ยา ผิด ก็อาจจะเป็นอันตรายได้

ยกตัวอย่างข้อความที่ผู้ป่วยมักจะใช้สับสนเสมอๆ

ที่พบเสมอ เช่น 1 เม็ด ก่อนนอนหมายความว่าใช้ก่อนนอนกลางวันก็รับประทานด้วย จะทำให้ได้รับ ยา มากเกินไปอาจจะเป็น   อันตรายได้ต้องจำไว้ว่า 1 เม็ด ก่อนนอน หมายถึง 1 เม็ดก่อนนอนช่วงกลางคืนเท่านั้น หรือการรับประทานยาแก้ปวด แก้ไข้จะเขียนไว้หน้าซองว่า รับประทานทุก 4 ชั่วโมง เวลา 4 ชั่วโมง ถึงจะรับประทานซ้ำอีกหนึ่งครั้ง และรับประทานเวลาปวดเมื่อหายปวดแล้วไม่ต้องหรือว่าเวลามีไข้ถึงจะรับประทาน เวลาไม่มีไข้ไม่ต้องรับประทาน ถ้าเป็นยาปฏิชีวนะจะต้องรับประทานยาให้หมด ถ้ามีหน้าซองเขียนไว้ว่า 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหารและก่อนนอนมี 20 เม็ด ก็ต้องรับประทานให้ครบ 20 เม็ด เพราะถ้าเรารับประทาน ไม่หมดพอรู้สึกค่อยยังชั่วก็หยุดยา ไม่รับประทานให้ครบตามที่แพทย์สั่ง อาจทำให้เกิดอาการดื้อ ยา ได้ในภายหลัง

ในกรณีที่เป็นหวัด ได้รับประทาน ยา ปฏิชีวนะแล้วหาย พอเป็นหวัดอีกจะ ไปซื้อ ยา อย่างเดิมมารับประทานได้หรือไม่

ไม่สมควร เพราะเราไปซื้อมาอาจซื้อได้ไม่ครบตามจำนวนที่ต้องการไม่เพียง พอที่จะทำให้โรคหายขาดคือ การรักษาโรคนี้ไม่ใช่รับประทานยาพอค่อยยังชั่วแล้วก็เลิก ต้องรับประทานยาจนครบตามจำนวนที่สามารถรักษาโรคได้ มิฉะนั้นจะเกิด การดื้อยาขึ้นภายหลัง

มี ยา บางอย่างเขียนไว้ว่าให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ เพราะเหตุใด

ยา ที่ดื่มน้ำตามมาก ๆ คือ ยาประเภทซัลฟา โดยทั่วๆไปเพราะว่ามันจะทำให้ เกิดการตกตะกอนของยาในไต การที่ดื่มน้ำตามมากๆ ก็จะเป็นการช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ไม่เกิดการตกตะกอนในไต

ยา ที่เป็นผงมีวิธีการใช้อย่างไร

ยาผงมีอยู่หลายชนิด ถ้าเผื่อใช้ภายนอกอย่างจำพวกผงโรยแผล หรืออาจจะมี ยา ที่บรรจุอยู่ในขวดเล็ก ๆ มีผงอยู่ก้นขวด และก็มีน้ำคู่กันมา จะเป็นพวกยาฉีดเวลา ที่จะฉีดก็ต้องเอาผงและน้ำผสมกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของพยาบาลที่จะเป็นคนทำอีก แบบหนึ่งเป็นผงที่ใช้เป็นยารับประทานคือ ในบางครั้งเราไม่สามารถที่จะละลายผงยาให้ไปเลยได ้ เพราะว่าบางที่ผู้ป่วยจะต้องรับประทานจนติดต่อกันนาน ๆ ถ้าละลายทิ้งไว้นานเกินกำหนดก็อาจทำให้ ยา นั้นเสื่อมได้ สมมุติว่าคนไข้ต้องรับประทานยาติดต่อกันไปนาน ๆ ต้องเอายาไปถึง 2 ขวด เราก็จะละลายให้เพียงขวดเดียวก่อน อีกขวดหนึ่งให้ผู้ป่วยไปละลายเอง

ยา ที่ละลายแล้วควรเก็บรักษาอย่างไร

ควรเก็บไว้ในตู้เย็น 7 วัน วิธีการละลาย ยา ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะในบางครั้งยาที่เป็นผงบรรจุมาจากโรงงานทิ้งไว้นาน ๆ อาจเกาะกันอยู่ก้นขวด ก่อนที่ละลายยา ควรเขย่าขวดให้ผงยากระจายตัวเสียก่อนแล้วก็เติมน้ำ อย่าเติมทีเดียวหมด ให้เติมเศษสามส่วนสี่ก่อนแล้วเขย่า สังเกตดูว่าฟองที่เกิดยุบตัวหมดค่อยเติมน้ำอีกครั้งให้ ถึงระดับที่ต้องการ เขย่าอีกครั้งให้ยาละลาย

ยา ที่เกิดตกตะกอน แยกตัวเป็นชั้นยังใช้ได้หรือไม่

ยาที่ตกตะกอน ถ้าเราเขย่าแล้วยากระจายตัวไม่แข็งนอนอยู่ที่ก้นขวดก็ใช้ได้ แต่จะมียาผสมบางชนิดซึ่งตกตะกอนเร็วมากก่อนใช้ยาจะต้องเขย่าขวดก่อนที่ ฉลากเปิดขวดจะมีคำว่าเข่าขวดก่อนใช้ยา

คำแนะนำในการรับประทานยาแขวนตะกอน

เขย่าขวดก่อนรับประทานเสมอ ถ้าเป็นยาที่มีตะกอนหรือแขวนตะกอน ถ้าเป็น ยา ที่บ่งไว้ว่าให้รับประทานก่อนอาหาร หมายความว่าให้รับประทานยาก่อนรับ ประทานอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ยาจำพวก ยา ย่อยเราต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารทันที หรือยาบางพวกที่รบกวนกระเพาะได้แก่ยาแก้ปวดต่าง ๆ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เราต้องรับประทานในขณะที่ท้องไม่ว่าง เช่น หลังอาหาร แต่บางครั้งผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้ ก็ให้ดื่มน้ำตาม ยา ไปมาก ๆ หรืออาจจะใช้ดื่มน้ำข้าวต้ม หรือนมก่อนรับประทานยาพวกนี้ เพื่อป้องกันการระคายเคืองที่ กระเพาะอาหาร เพราะว่าการระคายเคืองอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง การที่เราดื่มนม หรือน้ำข้าวต้ม จะช่วยลดอาการระคายเคืองของกระเพาะได้

ยา แก้หวัด หรือแก้แพ้ มีข้อควรระวังในการรับประทานอย่างไร

ยาแก้หวัด แก้แพ้ มีฤทธิ์ข้างเคียง คือทำให้ง่วง ไม่ควรขับรถ หรือทำงานที่ เกี่ยวกับเครื่องจักรจะทำให้เป็นอันตราย

นอกจากยาแก้หวัด แก้แพ้ มียาใดที่ต้องระวังในการรับประทานอีกหรือไม่

มี ยา จำพวกระงับประสาทหรือยานอนหลับ ซึ่งก็มีข้อควรระวังเช่นเดียวกัน เพราะว่าในบางครั้งผู้ป่วยรับประทาน ยา นี้ดึกมากเกินไปบางทีตื่นขึ้นมาฤทธิ์ยายัง ไม่หมดทำให้เกิดอาการมึนงง อาจจะมีความง่วงเหลืออยู่ เวลาที่ขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรจึงต้องระวัง มีข้อควรระวังอีกคือ ยาทุกชนิดไม่ควรรับประทาน พร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะไปเสริมฤทธิ์ของยาทำให้เป็น อันตรายได้

การใช้ ยา ภายนอกมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร

การใช้ยาภายนอก ประการแรกคือ ยาผิวหนัง อาจจะเป็นน้ำ เป็นครีม หรือเป็นผง เป็นขี้ผึ้ง ก่อนจะใช้ยาจำพวกนี้ต้องให้บริเวณผิวหนังที่จะใช้สะอาด จึงทาหรือโรยยาลงไป ขี้ผึ้งก็ให้ทาบางๆ การที่ทาหนาๆ ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

การใช้ยาเหน็บ มีวิธีอย่างไร

ยาเหน็บ บ้านเราเป็นเมืองร้อน บางครั้งได้รับ ยา ไปถึงบ้านมันเหลวก่อนที่จะนำไปเหน็บ เราต้องทำให้ยาแข็งก่อนที่จะใช้ อาจจะแช่ในตู้เย็น หรือแช่ในกระติกน้ำแข็ง แล้วจึงลอกกระดาษออกแล้วก็เหน็บเวลาจะเหน็บต้องอยู่ในท่านอน มือที่จะเหน็บต้องสะอาดเหน็บเข้าไปให้ลึกที่สุด

นอกจาก ยา ที่กล่าวมาแล้ว ยาภายนอกยังมีอะไรบ้าง

มียาหยอดตา หยอดหู ข้อปฏิบัติในการใช้ก็ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนจะหยอดตา โดยเฉพาะยาตาก่อนหยอดมือต้องสะอาดมาก ๆ ถ้าเป็นยาพวกขี้ผึ้งให้บีบยา ประมาณครึ่งเซ็นติเมตร คลึงเบาๆ อย่าให้ปลายหลอดถูกกับตา เสร็จแล้วปิดจุกให้แน่นและถึงแม้จะปิดจุกแน่นอย่างไรก็ตาม ยาที่เปิดจุกแล้ว ไม่ควรใช้เกิน 1 เดือน และยาน้ำให้หยด 1-2 หยด ยาตาไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่นยาหยอดหูก่อนใช้ให้ทำ ความสะอาดหู โดยใช้สำลีเช็ดบริเวณภายในหูอย่าให้ลึกจะไปโดนหูส่วนในหยอดยา 4-5 หยด เอียงศีรษะทิ้งไว้ครู่หนึ่ง ตั้งศีรษะตรงเช็ดยาส่วนที่อาจจะไหลออกมาให้ สะอาด

ขอเรียนถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้ยาอมใต้ลิ้น

ยา ประเภทนี้ระบุมาให้อมใต้ลิ้นจะรับประทานไม่ได้จะสังเกตว่าเวลาอมยานี้จะรู้สึกซ่า ถ้าไม่ซ่าแสดงว่ายาหมดฤทธิ์ การเก็บยาประเภทนี้ก็ต้องระวังให้อยู่ในขวด สีน้ำตาล อย่าให้ถูกแสง ปิดจุกให้แน่นและเก็บไว้ในที่เย็น เพราะยานี้ส่วนใหญ่จะเป็นยาเกี่ยวกับโรคหัวใจจึงควรระวังเป็นพิเศษ

กรณีที่ลืมรับประทานยาบางมื้อ จะไปเพิ่มจำนวนยาในมื้อต่อไปได้หรือ ไม่ หรือในกรณีที่หลับไปก่อนจะทำอย่างไร

ห้ามเพิ่มยาหรือรับประทานซ้ำ อาจจะทำให้ได้รับยาเกินขนาด มากเกินไปเป็น อันตรายได้

เด็กที่รับประทานยายาก ถ้าพ่อแม่จะผสมยาในนมได้หรือไม่

ยา ที่ผสมกับนมได้มีเพียงบางชนิดที่ผสมไม่ได้ เช่นยาที่เข้าหลักพวกบำรุงโลหิต ยาเตตร้าซัยคลิน ถ้าผสมนมจะไม่ได้ผล การที่จะเอายาไปผสมนม ยังมีข้อเสียว่าถ้าเด็กดื่มนมไม่หมดก็จะได้รับยาไม่ครบตามขนาด ที่ต้องการ ถ้าจะเอายาผสมนม ก็ต้องให้เด็กดื่มนมให้หมด แต่ทางที่ดีแล้วอย่าผสมดีกว่าการให้ยาถ้าผู้ป่วยนอนหลับ ก็เลื่อนเวลาไปนิดหน่อยให้ผู้ป่วยตื่นก่อน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ก็ต้องพยายามให้ผู้ป่วยตื่นก่อน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็ต้องพยายามให้ผู้ป่วย ได้รับประทานยาตรงตามเวลาไม่เช่นนั้นโรคจะไม่หาย

จะทราบได้อย่างไรว่ายาเสีย

ยา ที่เปลี่ยนสี หรือรูปร่าง ไม่ควรรับประทาน เพราะอาจจะเสื่อมคุณภาพ หรือ มีสารแปลกปลอมเกินขึ้นซึ่งอาจจะเป็นพิษได้ ยาที่ตกตะกอน ตัวยาแข็งไม่กระจาย ก็ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ได้รับยาไม่ตรงตามขนาดที่ต้องการ ยาเม็ดหรือ แคปซูลที่เปลี่ยนสี เม็ดเคลือบแตก มีลายเกิดขึ้น ก็ไม่ควรใช้เช่นกัน นอกจากนี้ยัง สังเกตอายุของ ยา ได้จากฉลากด้วย ถ้าไม่มีอายุบ่งไว้ ให้ดูวันผลิตถ้าเกิน 5 ปี แล้วไม่ควรใช้

วิธีเก็บ ยา ที่ถูกต้อง

หลักใหญ่ของการเก็บยาคือไม่ให้ถูกแสง ความชื้น เก็บในขวดสีน้ำตาล ปิดฝา ให้แน่นอย่าให้ถูกแสงแดดพวกที่ระเหยได้ง่ายต้องปิดฝาให้แน่น พวกวัคซีน เช่น วัคซีนโรคกลัวน้ำ บาดทะยัก ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น อุณหภูมิที่เก็บยาจะระบุไว้ที่ฉลากด้วย เก็บ ยา ให้พ้นจากมือเด็ก อยู่ในตู้ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันเด็กเข้าใจผิดว่าเป็นลูกกวาด หรือน้ำเขียว น้ำแดง แล้วจะหยิบไปรับประทาน

 

ขอบคุณที่มาจาก : ภญ.สมทรง ศักดิ์ศรี
ฝ่ายเภสัชกรรม   โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล