6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการ ลดน้ำหนัก

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / 6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการ ลดน้ำหนัก

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีการเคลื่อนไหว และถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ทั้งที่ผ่านทางหน้าจอทีวี ผ่านทางระบบโซเชียลต่าง ๆ ทำให้บางครั้งเราผู้เป็นฝ่ายรับสารไม่ทันได้หยุดคิด กลั่นกรอง หรือตรวจสอบ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ เพียงเห็นว่ามีการแชร์ต่อ ๆ กันมาจึงทำให้หลงเชื่อได้โดยง่าย สำหรับคอลัมน์อาหารลดน้ำหนักฉบับนี้ เรามาลองพิจารณากันถึง 6 ความเชื่อที่เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสายตาในระบบโซเชียลต่าง ๆ กัน

fooddiet-1

ความเชื่อที่ 1 มะนาวดองแช่อิ่มใน
น้ำผึ้ง ช่วยทะลายพุง ลดน้ำหนัก และ ลดไขมันในเส้นเลือดได้ มีการแชร์ความเชื่อนี้อย่างหลากหลายบนโลกออนไลน์ ด้วยการนำผลมะนาวสดมานวดกับเกลือเพื่อกำจัดความขม ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ใส่ลงในโหลแก้วและดองด้วยน้ำผึ้งแท้รับประทานเป็นประจำช่วยลดน้ำหนักทะลายพุง ลดไขมันในเส้นเลือด และลดไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะได้ถ้าลองทำด้วยความเชื่อที่ว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ทำแล้วสบายใจก็ลองดูนะครับ แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกลไกการลดน้ำหนักแนะนำไว้เพียงว่าให้ฝานมะนาวหรือบีบน้ำมะนาวสัก1ช้อนชากับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงกับน้ำอุ่น ๆ ผสม แล้วดื่มหลังตื่นนอนทันทีขณะท้องว่างเพื่อ ช่วยในการดีท็อกซ์ หรือดื่มหลังอาหารมื้อที่มีไขมันสูง เพื่อช่วยในระบบการย่อยอาหาร หรือชงดื่มระหว่างมื้ออาหารเพื่อ ช่วยผ่อนคลายความหิวได้ซึ่งถือเป็นตัวช่วย เล็ก ๆ ในการลดน้ำหนักเท่านั้น

breakfast

ความเชื่อที่ 2 การงดรับประทานอาหารเช้าช่วย ลดน้ำหนัก ลดพุงได้
หลักการง่าย ๆ ของการลดน้ำหนักก็คือ การลดพลังงานที่ได้รับต่อวัน แล้วจะ ลดมื้อไหนดีจึงจะง่ายต่อชีวิตประจำวันที่สุด คำตอบก็คือ มื้อเช้านั่นเอง บางคนก็เลือกที่จะงดรับประทานมื้อเที่ยง อันที่จริงแล้ว อาหารทุกมื้อมีความจำเป็นต่อช่วงการลดน้ำหนักและจำเป็นมาก ๆ ต่อชีวิตประจำวันของเรา ไหนจะต้องเดินทาง ไหนจะต้องทำงาน จะมาอดมื้อเช้า หิวมื้อเที่ยง โหยมื้อเย็น จัดเต็มมื้อดึก หมดไปอีกหนึ่งวันพรุ่งนี้ค่อยเริ่มลดใหม่ไม่ไหวนะครับ ลดน้ำหนักทั้งทีต้องลดด้วยสมอง ตามหลักวิทยาศาสตร์การอดอาหารช่วงแรกๆช่วยให้น้ำหนักลดได้แน่นอน แต่เป็นระยะแรกเท่านั้นสิ่งที่ตามมาระยะยาวคือ อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายก็ลดลงเนื่องจากร่างกายปรับสมดุล เรียนรู้ว่าร่างกายเราใช้พลังงานน้อยลงพอวันใดวันหนึ่งกลับมารับประทานอาหารเหมือนเดิม ก็จะเกิดภาวะคุ้นหูที่เรียกว่าโยโย่เอฟเฟ็กต์สปริงน้ำหนักที่เคยลดลงมาแบบทบต้นทบดอก กลับขึ้นไปหนักกว่าเดิม

juicy piece of grilled meat with orange sauce and vegetables

ความเชื่อที่ 3 รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้อ้วน เนื่องจากเป็นอาหารกลุ่มโปรตีน
โดยปกติแล้วสารอาหารกลุ่มโปรตีนให้พลังงาน 4 Kcal ต่อน้ำหนัก 1 กรัม คาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน 4 Kcal ต่อน้ำหนัก 1 กรัม และไขมันให้พลังงาน 9 Kcal ต่อน้ำหนัก1กรัมซึ่งพลังงานจากไขมันคิดเป็นสองเท่าของพลังงานที่ได้จากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เนื้อสัตว์ไม่ได้ให้พลังงานแค่ 4 Kcal ต่อน้ำหนัก 1 กรัมเนื่องจากเนื้อสัตว์ไม่ใช่ก้อนโปรตีน ในเนื้อสัตว์มีชั้นไขมันแทรกอยู่ ดังนั้นถ้าใครลดน้ำหนักและรับประทานเนื้อลายหินอ่อนย่างเพื่อเพิ่มโปรตีนเป็นความเชื่อที่ผิดแหล่ง ของอาหารโปรตีน ที่เราควรรับประทานในช่วงของการลดน้ำหนักควรมีปริมาณไขมันต่ำ โปรตีนสูง ยกตัวอย่างเช่น เนื้ออกไก่ต้ม นมไร้ไขมัน หรือไข่ขาวต้ม เป็นต้น

ความเชื่อที่ 4 ดื่มน้ำมาก ๆไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้
เพื่อสุขภาพที่ดีมนุษย์เราควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (แก้วละ200 มิลลิลิตร) จริง ๆ แล้วการดื่มน้ำเปล่านั้นไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับการลดน้ำหนักแต่ในทางอ้อมถ้าเราดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากพอในแต่ละวัน จะทำให้ความอยากที่จะดื่มเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ให้พลังงานสูงในระหว่างวันลดลงไปด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบรสจืดสนิทของน้ำเปล่า ลองฝานมะนาวและเด็ดใบสะระแหน่สดลงผสมกับน้ำและน้ำแข็ง เติมน้ำโซดาสักนิดเพิ่มความซ่าให้กับชีวิต ใช้จิบแทนน้ำอัดลม ช่วยลดพลังงานจากน้ำตาลที่ปกติได้รับจากน้ำอัดลมได้มากโขเลยทีเดียว

ความเชื่อที่ 5 รับประทานเร็ว-ช้ามีค่าเท่ากัน ความเร็วในการรับประทานไม่ได้ส่งผลต่อ การลดน้ำหนัก
การรับประทานอาหารให้ช้าลง รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้นทำให้เราใช้เวลาในการรับประทานอาหารนานขึ้นการเคี้ยวและการรับประทานช้า ๆ จะช่วยกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวความอิ่มบางครั้งอาหารยังเหลืออยู่ในจาน แต่เรารู้สึกอิ่มแล้วจากการเคี้ยวนานและรับประทานช้า วิธีนี้ยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

fooddiet-2

ความเชื่อที่ 6 ในช่วงของ การลดน้ำหนัก ไม่ควรนับพลังงานที่ได้รับจากอาหาร
เป็นความเชื่อที่ไม่ควรจะเชื่อเลยจริง ๆ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นเรียนรู้ว่าอาหารแต่ละชนิดให้พลังงานมากน้อยแค่ไหนเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพของตนเองเป็นประจำ จะทราบดีอยู่แล้วว่าอาหารใดที่ตนเองคว รรับประทานและอาหารใดที่ควรหลีกเลี่ยงดังนั้นสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดีให้ลองเริ่มจากการหาค่า BMR(Basal Metabolism Rate) เป็นค่าพลังงานที่ร่างกายต้องการขณะพัก หรือขณะที่ไม่ได้มีกิจกรรมใด ๆ จากสมการ BMR (kcal) = น้ำหนัก (กิโลกรัม) x 0.9×24 เมื่อได้ค่า BMR มาแล้วให้ทำการบวกเพิ่มไปอีกประมาณ 300-400Kcal เป็นค่าเผื่อพลังงานที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันก็จะได้จำนวนพลังงานที่ควรได้รับจากอาหารต่อวัน

 

ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นช่วยนับพลังงานที่ได้จากอาหาร สามารถโหลดได้ฟรียกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่าCalorie Counter and Diet Tracker byCalorie Count ซึ่งช่วยบอกแคลอรีจากอาหารและมีรูปแบบที่สวยงามใช้งานง่ายหรืออีกสองแอพพลิเคชั่นของไทยชื่อว่า“จด Calorie” และ “แคลอรี ไดอารี่” ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นภาษาไทย ใช้งานง่ายและมีค่าพลังงานจากอาหารเมนูไทย ๆ ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันทั้งนี้การนับค่าพลังงานไม่ได้ช่วยให้การลดน้ำหนักเห็นได้ชัดมากนัก แต่ต้องผสมผสานกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อร่วมกันด้วย

 

ที่มาบทความจาก www.maeban.co.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา