การดูแลตนเองตาม หลักเน่ยจิง

หน้าแรก / แพทย์แผนจีน / การดูแลตนเองตาม หลักเน่ยจิง

สุขภาพที่ดี ย่อมต้องสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับธรรมชาติเสมอ ทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมทางสังคม ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่มีอิทธิพลต่อร่างกายกายคนเราทั้งสิ้น  ความหมายของการมีสุขภาพที่ดี ไม่เพียงแต่ไม่เจ็บป่วย แต่ต้องแข็งแรงทั้งร่างกายเป็นปัจจัยหลัก ตามด้วยในด้านของสุขภาพจิต ความคิด สังคม และคุณธรรมเป็นปัจจัยรองลงมาร่วมกัน

หยินหยาง

หลักการพื้นฐานของการดูแลรักษาสุขภาพ ตาม หลักเน่ยจิง นั้น  จะต้องเป็นไปตามหลักทฤษฎีอิน – หยาง  ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ  ซึ่งจะแบ่งได้ดังนี้

1. การดูแลรักษาสุขภาพตามฤดูกาล
ตามหลักทฤษฎีอิน – หยาง ที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลทั้ง 4  เราต้องบำรุงหยางในช่วงฤดูใบไม้ผลิ กับฤดูร้อน  และบำรุงอินในช่วงฤดูใบไม้ร่วง กับฤดูหนาว   โดยจะยกตัวอย่าง 2 ฤดู ดังนี้

  • ฤดูร้อน เป็นฤดูกาลที่มนุษย์และธรรมชาติกำลังเจริญเติบโต  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะเต็มไปด้วยพลัง  เราต้องห้ามนอนเร็ว แต่ต้องตื่นให้เร็ว ต้องปรับอารมณ์ให้รู้สึกเบิกบานใจ ดีใจก็แสดงออกมา ปรับอารมณ์ไม่ให้โกรธ  มิฉะนั้นจะไปกระทบกับหัวใจ ดังคำกล่าวที่ว่า “การออกไปเพลิดเพลินกับแสงแดดเป็นยาวิเศษให้อารมณ์เบิกบานใจ” (SAD)  และการออกไปพบปะกับผู้คนในสังคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูกาลที่อยู่ในสภาพการเก็บกัก ความมั่นคง ความสงบ เริ่มต้นเข้าสู่การบำรุง ปรับความเป็นอยู่ โดยเราจะต้องนอนเร็ว และตื่นเร็ว  ปรับอารมณ์ให้สงบ

2. การดูแลรักษาสุขภาพตามกาลเวลา

  • ช่วงเช้า : เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น  เปรียบเสมือนการลืมตาของคนเราที่จะมีพลังหยาง (หยางชี่) ออกจากตา เพราะฉะนั้นจึงควรตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกาย
  • ช่วงเที่ยง : เป็นช่วงเวลาที่แดดร้อนที่สุด หยางชี่ของคนเราก็จะมากสุดเช่นกันคนที่สภาพร่างกายไปในทางร้อนเกิน (หยางแกร่ง) อยู่แล้ว ห้ามทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการร้อนในได้ ส่วนคนที่สภาพร่างกายไปในทางเย็น (หยางพร่อง) ต้องบำรุงหยาง โดยให้กินขิงสดวันละสองแผ่นทุกๆเช้า
  • ช่วงเย็น : พระอาทิตย์ตกดิน หยางชี่ที่ลดลง เช่นเดียวกับหยางชี่ของคนเราลดลงถูกเก็บกักเข้าสู่ร่างกายหมด จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือ ช่วงเช้าเราควรออกกำลังกาย และช่วงเย็นควรพักผ่อน

3. มนุษย์ควรเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์
มีความสุขอารมณ์ดี ร่างกายแข็งแรง แต่การที่มีอารมณ์ดีใจมากเกินก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี  ยกตัวอย่างเช่น ฟ่านจิ้น มีฐานะยากจนถึงขนาดที่ต้องขายไก่ เพื่อแลกกับการเป็นนักเรียนสอบจองหงวนเพื่อรับราชการเป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้น เค้าเรียนจนอายุห้าสิบกว่าปี ในที่สุดก็สอบได้ จึงดีใจมากจนสติฟั่นเฟือน ส่วนอีกคนหนึ่งคือหนิวก่าว เป็นขุนนาง เมื่อทำการรบได้สำเร็จ ชนะฝ่ายตรงข้าม จึงดีใจมากจนหัวใจวายตายเพราะฉะนั้นเราจึงควรที่จะปล่อยวาง ควบคุมอารมณ์ไม่ให้ไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

ตาราง1

หลักการดูแลสุขภาพ

วิธีที่ 1 : โภชนาการที่เหมาะสม

ตาราง2

รสชาติอาหารที่เหมาะสม  การทานที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าจะต้องทานให้ครบทั้งห้ารส
– ปริมาณที่เหมาะสม ไม่อิ่มมากเกิน มิฉะนั้นจะทำให้ม้ามและกระเพาะอาหารทำงานหนักเกิน
– อุณหภูมิ ควบคุมความเย็นความร้อนให้เหมาะสม
ไม่ร้อน : จนลวกปาก
ไม่เย็น : จนเสียวฟัน
– ฤดูกาลที่เหมาะสม

ตาราง3

วิธีที่ 2 : ดูแลการใช้ชีวิตประจำวัน
ชีวิตจะต้องเป็นปกติ และเหมาะสม ควรทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ  ถ้าไม่ทานข้าวเช้าจะทำให้มีภาวะความเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ค่อนข้างสูง

วิธีที่ 3 : หลีกเลี่ยงการใช้กำลังมาก
การทำงานหนักมากเกิน โดยไม่ให้หยุดพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็เหมือนเป็นการฆ่าตัวเองทางอ้อม

วิธีที่ 4 : ใช้การบริหารร่างกาย
– การรำไทเก็กอู่ฉินซี่ ท่วงท่าการฝึกค่อนข้างง่าย เหมาะกับ ผู้สูงอายุ
– อี้จินจิง (คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น) ท่วงท่าการฝึกค่อนข้างยาก เหมาะกับ วัยรุ่น
– การนวดกดจุด ควรทำหลังก่อนหรือหลังมื้ออาหารอย่างน้อง ครึ่งถึง 1 ชั่วโมง
– การฝึกโยคะ ควรทำหลังก่อนหรือหลังมื้ออาหารอย่างน้อง ครึ่งถึง 1 ชั่วโมง
– การฝึกออกเสียง 6 แบบ เพื่อให้ท้องขยับ บำรุงอวัยวะภายใน

ตาราง4

– เต้น

– เดินแทนการนั่งรถ

ตาราง5

วิธีที่ 5 : ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค
– การป้องกันด้วย เจิ้งชี่ (ชี่ที่เป็นรากฐานของชีวิต) ทำร่างกายให้แข็งแรงอยูเสมอ
– หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคจากภายนอก
– ถ้าเจิ้งชี่แข็งแรง สามารถป้องกัน ปัจจัยภายนอกอ่อนๆ ไม่ให้ร่างกายเกิดโรคได้

วิธีที่ 6 : ควบคุมระดับการมีเพศสัมพันธ์ให้เหมาะสม
ไต ทำหน้าที่กักเก็บสารจำเป็นในร่างกายที่พ่อแม่ให้มาแต่กำเนิด ซึ่งมีแต่ใช้ลดลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะการมีกิจกรรมทางเพศจะต้องใช้พลังงานจากสารจำเป็นนั้น  เมื่อใช้มากก็จะค่อยๆหมดไป และทำลายสุขภาพตนเองไปพร้อมๆกัน ซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกับการตกไข่ในเพศหญิง ซึ่งไข่จะตกทุกๆเดือน จนหมดในอายุประมาณ 49 ปี ที่เริ่มเข้าสู่วัยทอง  และเช่นเดียวกับการแบ่งตัวของเซลล์ ใน DNA ส่วนปลาย ก็จะแบ่งตัวไปเรื่อยๆจนหมด แตกตัวต่อไปไม่ได้

ขอบคุณที่มาและรูปภาพจาก : คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา