อาหารบำบัด ไมเกรน

หน้าแรก / วิธีรักษาสุขภาพ / อาหารบำบัด ไมเกรน

“ไมเกรน” (Migraine) เป็นโรคปวดหัวชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการรุนแรงมากแตกต่างกับการปวดหัวธรรมดา คือมักปวดหัวซีกใดซีกหนึ่งนาน 4-72 ชั่วโมง บางคนอาจคลื่นไส้ อาเจียน ไม่สามารถทนต่อกลิ่น แสงสว่างจ้าๆ หรือเสียงดังมากได้ จึงค่อนข้างทรมาน

160938070

สาเหตุของไมเกรน

ไมเกรนมักพบในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรน เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า ในช่วงอายุ 25-55 ปี กลไกในการเกิดไมเกรนยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติในการขยายและหดตัวของหลอดเลือด ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีชนิดหนึ่งในสมองชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งรับผิดชอบการเปลี่ยนแปลง การหดหรือขยายตัวของหลอดเลือด และควบคุมความรู้สึกเจ็บปวดในส่วนหัว หน้า และสมอง เมื่อระดับของเซโรโทนินในสมองลดลงจะทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัว เซลล์ประสาทปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดออกมา

นอกจากนี้อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ระดับความเครียด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะในระยะที่ใกล้มีประจำเดือนหรือใน 2 วันแรกของการมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลง อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงในผู้หญิงบางคนได้ ปัจจัยอื่นที่เสริมกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอากาศหรืออุณหภูมิ แสงสว่างที่จ้ามากเกินควร กลิ่นที่รุนแรงและควัน เช่น ควันบุหรี่ อาการซึมเศร้าอดนอน ยาบางชนิด

อาหารกระตุ้นอาการปวดหัวหรือปวดไมเกรน

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จดบันทึกอาหารอย่างน้อยหนึ่งเดือนเพื่อหาอาหารที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว ลองงดอาหารต้องสงสัยสักพัก แล้วกลับมารับประทานใหม่ จะแน่ใจได้ว่าอาหารชนิดนั้นเป็นตัวการหรือไม่ สารอาหารที่กระตุ้นการปวดไมเกรนได้แก่

  • ไทรามีน (tyramine) พบในเนยแข็ง (cheese) เครื่องในสัตว์ ปลาเฮอริ่ง ถั่วลิสง เนยถั่ว ช็อคโกแลต กะหล่ำปลีดอง ไส้กรอก กล้วยสุกงอม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเบียร์ สารไทรามีนจะไปลดระดับสารเซโรโทนินในสมอง ทำให้ปวดหัวอย่างรุนแรง
  • แทนนิน มีอยู่ในน้ำแอปเปิ้ล ชา กาแฟ ช็อคโกแลต ไวน์แดง เป็นต้น ข้อมูลในปัจจุบันยัง ไม่สามารถยืนยันสารแทนนินหรือสารไทรามีนกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้
  • เฟนนิลเอททิลลามีน พบในช็อกโกแลตหรือโกโก้ ซึ่งงานวิจัยไม่อาจสรุปได้ว่า ช็อกโกแลตจะกระตุ้นอาการไมเกรน และจากการวิจัยของนายแพทย์ อลัน เลวิตัน พบว่าอาหารเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการของไมเกรน ทำให้คนที่ชอบช็อกโกแลตชอบใจไปตามกัน
  • สารเจือปนอาหาร เช่น น้ำตาลเทียม ผงชูรส และดินประสิว ซึ่งใช้ใส่ในไส้กรอก แฮม เบคอน หรืออาหารรมควัน อาจกระตุ้นอาการปวดหัวได้ นอกจากที่กล่าวมาแล้วอาหารอื่นๆที่ควรเลี่ยงได้แก่ ขนมปังใส่ยีสต์ ซุปก้อน ซีอิ๊ว ปลาหมัก ถั่วปากอ้า เมล็ดถั่วลันเตาเป็นต้น

สารอาหารที่อาจช่วยบรรเทาไมเกรน

การวิจัยพบว่าสารอาหารบางอย่าง เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากโรคนี้ได้ แนะนำการเสริมแมกนีเซียมวันละ 300 มิลลิกรัม ร่วมกับอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงเช่น ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว ธัญพืช อาโวคาโด

นอกจากนี้มีข้อมูลการวิจัยชี้แนะว่าการเสริมแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดีทุกสัปดาห์ จะช่วยลดอาการปวดหัวจากไมเกรนในหญิงที่หมดประจำเดือนได้ดี

พืชสมุนไพรบางชนิด เช่น เก็กฮวย งานวิจัยพบว่าสารสกัดจากใบเก็กฮวยแห้ง 125 มิลลิกรัม/วันช่วยป้องกันไมเกรน แต่ถ้าแพ้พวกละอองเกสรใบใม้ใบหญ้าบางชนิดก็ควรหลีกเลี่ยง

อาหารที่มีวิตามินบีสูงอาจมีส่วนช่วยลดอาการปวดหัวได้ การขาดวิตามินบีรวมทั้งไนอะซินและกรดโฟลิคอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ การเสริมวิตามินบี6 ก่อนมีประจำเดือน 5-10 วัน ช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทมิน อาจช่วยลดอาการปวดหัวในช่วงนั้นได้ ส่วนการเสริมวิตามินบี 2 วันละ 400 มก.เป็นเวลา 3 เดือนช่วยลดความถี่และระยะเวลาการปวดหัว

ธาตุเหล็ก ปวดหัวเป็นอาการอย่างหนึ่งของการขาดธาตุเหล็ก จึงควรบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

น้ำมันปลา อาหารที่มีกรดโอเมก้า3 จะช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของไมเกรนได้

โคเอ็นไซม์คิว 10 งานวิจัยจาก Cleaveland Headache Center พบว่าการเสริมโคเอ็นไซม์คิว10 วันละ 150 มก. ช่วยลดความถี่ของไมเกรน ส่วนการวิจัยในสวิสเซอร์แลนด์พบผลเช่นเดียวกันภายใน 2-3 เดือนหลังเสริมโคเอ็นไซม์คิว10 100 มก.วันละ 3 ครั้ง

ข้อแนะนำในการป้องกันและบรรเทาอาการไมเกรน

  1. ควร ดูแลน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอในระดับปานกลางนาน 30 นาที เกือบทุกวัน
  3. นอนให้เป็นเวลา วันละ7-8 ชั่วโมง
  4. บริโภคอาหารให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงอาหารเย็นจัด
  5. หมั่นตรวจความดันโลหิตและดูแลระดับคอเลสเทอรอลให้ปกติ
  6. จำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ควรงดคือ ไวน์แดง แชมเปญ เวอร์มุท เบียร์
  7. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือการอยู่ในบริเวณที่ไม่ปลอดบุหรี่
  8. ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ จะป้องกันอาการปวดหัวได้

ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine ตุลาคม, Issue 81

ขออนุญาตใช้เนื้อหา