รู้ตัวไหม หนุ่มสาวออฟฟิศ ขาด วิตามิน D เสี่ยงเกิดโรคในระยะยาว

หน้าแรก / วิธีรักษาสุขภาพ / รู้ตัวไหม หนุ่มสาวออฟฟิศ ขาด วิตามิน D เสี่ยงเกิดโรคในระยะยาว

งานวิจัยใหม่ กระตุ้นให้คนไทย หันมาให้ความใส่ใจกับ วิตามิน D กันอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่าหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับ วิตามิน D ว่ามันมี ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย และ ร่างกายจะได้รับวิตามิน D จากอะไรหรือทางไหนบ้าง

Vitamin D

ทีมงาน Health Mthai มีโอกาสได้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับสุขภาพ ที่น่าสนใจ ในหัวข้อ คุณมี D พอหรือยัง? ซึ่งจัดโดย บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) โดยงานนี้ เป็นการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ วิตามิน D ซึ่งงานวิจัยทางด้านสุขภาพล่าสุด ระบุว่า คนไทย 1 ใน 3 หรือร้อยละกว่า 36.5 ขาดวิตามินดี ซึ่งเป็นวิตามินที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยไปกว่า วิตามินซี ที่หลายคนให้ความสำคัญ

“หากเราพูดถึงวิตามินดี คนส่วนมากมักให้ความสำคัญน้อยกว่าวิตามินซี เพราะหลายๆ คนอาจยังไม่ทราบถึงคุณประโยชน์ที่สำคัญของวิตามินดี การได้รับวิตามินดีที่เพียงพอจะส่งผลดีต่อสุขภาพตลอดวัฏจักรของชีวิต เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ วิตามินดีช่วยทำให้การเติบโตของทารกในครรภ์เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษหรือภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และป้องกันการคลอดก่อนกำหนดด้วย แต่หากมารดามีระดับวิตามินดีต่ำขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ ของลูกด้วย เช่น ปัญหาด้านโครงกระดูก และเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นอกจากนั้น วิตามินดี ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ เพราะวิตามินดีช่วยกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

งานวิจัยสมัยใหม่พบว่า หากคนขาดวิตามินดี แม้จะได้รับแคลเซียมในปริมาณมาก แต่ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมหรือเก็บแคลเซียมไปซ่อมแซมกระดูกได้ ตรงข้ามกับคนที่มีระดับวิตามินดีอยู่ในเกณฑ์ที่เพียงพอ แม้จะได้รับแคลเซียมในปริมาณน้อยแต่กลับพบว่าสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้มากกว่า ซึ่งจากข้อมูลของ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนสากล (IOF) โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะพบผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน ในขณะที่ร้อยละ 30 ของสตรีวัยหมดประจำเดือนมักจะเป็น โรคกระดูกพรุน โดยโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่มักจะไม่แสดงอาการใดๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนมักจะรู้ตัวเมื่อมีอาการหรือกระดูกหักจากอุบัติเหตุแล้ว หรืออาจรู้ได้จากอาการปวดหลังที่เกิดจากกระดูกสันหลังหักหรือทรุดลง”

นอกจากวิตามินดีจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกแล้ว วิตามินดียังช่วยในการชะลอวัยของผิวพรรณได้อีกด้วย มีการศึกษาพบว่าระดับวิตามินดีต่ำเกี่ยวข้องกับการบวมหรือความหย่อนยาน การมีรูขุมขนขยาย และการเกิดซีสต์บนผิวหนัง ดังนั้น วิตามินดีจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างผิวหนังและกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง และควบคุมให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมตามวัย นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า การมีระดับวิตามินดีต่ำยังส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของเซลล์และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นอกจากนั้นแล้ว การมีระดับวิตามินดีสูงยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และป้องกันผนังหลอดเลือดแข็งตัว ที่สำคัญยังมีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าระดับวิตามินดีสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ , รวมทั้งมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

วิตามินดี เป็นวิตามินที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า คนไทยวัยทำงานมากกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 36.51 ขาดวิตามินดี ซึ่งวัดจากระดับวิตามินดีในเลือดที่มีค่าต่ำกว่าปกติ คือ มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20ng/ml โดยผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำที่สุด มีวิตามินดีในเลือดเพียง 9.95 ng/ml ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคในระยะยาวได้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนและมีแดดจ้า แต่คนไทยวัยทำงานส่วนใหญ่กลับมีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะคนในเขตกรุงเทพมหานคร นั่นก็เป็นเพราะปัจจุบันพฤติกรรมคนเมืองหรือคนวัยทำงาน มักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะกลัวผิวเสีย ทาครีมกันแดดที่มาสารป้องกัน (SPF) ในระดับสูง นิยมออกกำลังกายในที่ร่ม ทำงานในห้องแอร์ รวมถึงมลภาวะและฝุ่นควันที่มากขึ้น จึงทำให้ร่างกายได้รับแสงแดดเพื่อสังเคราะห์เป็นวิตามินดีไม่เพียงพอ ขณะที่พบประชากรกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกขาดวิตามินดีหรือได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ

 

กล่าวโดยสรุปคือ ผู้ที่มีโอกาสขาด วิตามิน D มีดังนี้

  • สาวๆ ที่ชอบทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ (SPF) สูงๆ – เพราะสารเอสพีเอฟในครีมกันแดด จะลดการสังเคราะห์วิตามินดี ยกตัวอย่างเช่น ครีมกันแดดที่มีสารเอสพีเอฟ 15 (SPF 15) ลดการดูดซึมแสงแดดสู่ผิวถึงร้อยละ 99 ,
  • หนุ่มสาวออฟฟิศที่ไม่ค่อยออกแดด – การนั่งทำงานในห้องแอร์ของหนุ่มสาวออฟฟิศ ประกอบกับการหลีกเลี่ยงแดด หรือไม่ค่อยออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดวิตามินดีได้ ทั้งนี้เนื่องจาก รังสี UVB นี้ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกใส การนั่งรับแสงผ่านหน้าต่างกระจกหรือหน้าต่างรถยนต์จึงไม่ได้วิตามินดี นอกจากนี้ เมฆก็ทำให้ได้รังสี UVB น้อยลงไป 50% และการอยู่ใต้ร่มเงาชายคาก็ทำให้ได้รังสี UVB น้อยลงถึง 60%
  • มลภาวะทางอากาศ – ฝุ่น ควัน และมลภาวะทางอากาศทำให้รังสีอัลตร้าไวโอเลตจากแสงแดดมาถึงผิวหนังได้น้อยลง ทำให้กระบวนการสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกายเราลดลงไปด้วย
  • ขาดอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี – วิตามินดีได้จากอาหารเป็นส่วนน้อย อาหารที่มีวิตามินดีสูงเช่น ปลาค้อด ปลาแซลมอน เห็ดตากแดด ปลาทูน่า และอาหารที่ผู้ผลิตจงใจเสริมวิตามินดีเข้าไป เช่นนมเสริมวิตามินดี (fortified milk) การหวังพึ่งวิตามินดีจากอาหารปกติจึงเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีสูง
  • ผู้สูงอายุ – ในผู้สูงอายุ กลไกการสังเคราะห์วิตามินต่างๆ ของร่างกายก็เสื่อมลงตามธรรมชาติ ประกอบกับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือการออกแดดก็มีน้อยลง จึงมีโอกาสขาดวิตามินดีมากกว่า
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร – วิตามินดีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการควบคุมการเติบโตของเซลล์ ภูมิคุ้มกัน และเมตาบอลิซึมของเซลล์ วิตามินดีจึงมีความสำคัญต่อตัวอ่อนหรือทารกเพื่อการเติบโตอย่างเป็นปกติ และคุณแม่ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนกระทั่งในระยะที่ให้นม คุณแม่จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า ร้อยละ 90 ของสตรีที่รับประทานวิตามินบำรุงครรภ์ ก็ยังสามารถพบภาวะขาดวิตามินดีได้อย่างแพร่หลาย

ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติม จากคุณหมอว่า ควรปล่อยให้ชีวิตได้ทำกิจกรรมนอกสถานที่บ้าง เพื่อให้ได้รับแดด ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน D แต่อย่าตากแดดนานจนรู้สึกว่าตัวร้อน เพราะความร้อนจะสลายวิตามินดี บนผิวหนังไปหมดแล้ว และในส่วนที่ไม่ต้องการให้ถูกแดดเช่น ใบหน้า ลำคอ ก็สามารถทาครีมกันแดดตามปกติได้ หรือสำหรับในผู้ที่ขาด และต้องการเพิ่มวิตามิน D ให้ร่างกายอย่างรวดเร็ว ก็สามารถทำได้ด้วยการ รับประทานวิตามิน D เสริม โดยปริมาณที่แนะนำต่อวันคือ ไม่เกิน 2000 มิลิกรัม สามารถรับประทานวิตามินดีติดต่อกันได้ในระยะหนึ่ง ก็ควรให้ร่างกายได้หยุดพักบ้าง อย่ากินติดต่อกันนานเกินไป โดยไม่มีช่วงทิ้งพักให้ร่างกาย เพราะอาจเกิดพิษสะสมได้

 

รายงานโดย Health Mthai Team

ให้ข้อมูลเรื่อง วิตามิน D โดย น.พ. สันต์ ใจยอดศิลป์

แพทย์ที่ปรึกษาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลพญาไท2