อย. ย้ำ พาราเซตามอล ยังปลอดภัย แต่ต้องระวังการกินยาเกินขนาด

หน้าแรก / ข่าวสุขภาพ / อย. ย้ำ พาราเซตามอล ยังปลอดภัย แต่ต้องระวังการกินยาเกินขนาด

อย. ย้ำ ยา พาราเซตามอล ยังปลอดภัย สามารถบริโภคได้เอง แต่ต้องระวังการกินยาซ้ำ  หรือกินยาเกินขนาดโดยไม่รู้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดพิษร้ายแรงจนตับวายเสียชีวิตได้ อย. จึงเร่งออกมาตรการป้องกัน โดยออกคำสั่งตามกฎหมายให้ผู้ผลิตแก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนให้ได้ข้อสรุป ก่อนบังคับใช้ต่อไป

para-01

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และในฐานะโฆษก อย. เปิดเผยว่า ยา พาราเซตามอล เป็นยาที่ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรกสำหรับบรรเทาอาการปวดลดไข้  เป็นยา ที่ได้ผลดี ปลอดภัย ทั้งในผู้ใหญ่ เด็ก ผู้ป่วยโรคไต โรคแผลในกระเพาะอาหาร ไข้หวัดใหญ่ ตลอดจนผู้ป่วย หอบหืดซึ่งอาจแพ้ยาในกลุ่มแอสไพรินได้ แต่ในปัจจุบันพบรายงานการเกิดพิษ จากยา พาราเซตามอล โดยเฉพาะพิษต่อตับ จากการได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญคือ การกินยาซ้ำซ้อน การกินยาเกินขนาดไม่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว หรือเกินขนาดสูงสุดที่ควรได้รับ ในแต่ละวัน จึงเร่งออกมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว

การกินยาซ้ำซ้อนนั้น เป็นเพราะมียาที่นิยมใช้ทั่วไปหลายชนิด เช่น แก้ไข้หวัด ไอ แก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ มีตัวยา พาราเซตามอล ผสมอยู่ด้วย ถ้าใช้ยาโดยดูแต่ยี่ห้อไม่สังเกตชื่อตัวยาจะทำให้กินยาซ้ำเกินขนาดได้โดยไม่รู้ตัว  เพื่อป้องกันปัญหานี้ อย.จึงออกมาตรการแก้ไขฉลากยา โดยเพิ่มข้อความ “ยานี้มี พาราเซตามอล” ตามด้วยความแรงของยาไว้ให้เห็นเด่นชัดและไม่ให้ใช้ชื่ออื่นๆของ พาราเซตามอล เช่นอะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) จึงขอให้ประชาชนอ่านฉลากยาให้ละเอียด และสอบถามเภสัชกรให้แน่ใจว่ายาทุกชนิดที่ใช้อยู่ ไม่มีตัวยาซ้ำซ้อนกัน

ในด้านขนาดยาที่แนะนำ อย. ได้ออกมาตรการแก้ไขขนาดยาที่ระบุบนฉลากของยาเม็ดและ ยาน้ำพาราเซตามอลทุกชนิด โดยให้แนะนำขนาดยาตามน้ำหนักตัวของแต่ละคน ขนาดที่แนะนำบนฉลาก ในผู้ใหญ่และเด็กอยู่ในช่วง 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพราะน้ำหนักตัวเฉลี่ยของคนไทยต่ำกว่าชาวตะวันตกมาก ประชาชนควรเลือกใช้ยา พาราเซตามอล ขนาด 325 มิลลิกรัม แทนขนาด 500 มิลลิกรัม ซึ่งนิยมจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย เพราะปลอดภัยในการใช้มากกว่า การใช้ยา พาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม ในขนาดครั้งละ 2 เม็ด นั้นจะเหมาะสมกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 66.7 กิโลกรัมขึ้นไป โดยกินได้ไม่เกินวันละ 4 กรัมหรือ 8 เม็ด เท่านั้น หากกินยาแล้วอาการปวดในผู้ใหญ่ไม่บรรเทาใน 10 วัน ให้ไปพบแพทย์เนื่องจากอาจเป็นอาการของโรคที่ร้ายแรงได้ สำหรับผู้ที่กินยาหลายชนิด ดื่มสุราเป็นประจำ เป็นโรคตับหรือโรคไต จะมีขนาดยาที่เหมาะสมแตกต่างจากคนทั่วไป จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา พาราเซตามอล หากจำเป็นต้องใช้ยาเอง ให้ใช้ยาเท่าที่จำเป็น ในช่วงสั้นๆ ไม่ใช้ติดต่อกัน

การใช้ พาราเซตามอล ในเด็กต้องระวัง โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน ให้ปรึกษาแพทย์ และระมัดระวังการเลือกซื้อยาเพราะแต่ละยี่ห้อมีขนาดยาต่อ 1 ช้อนชาไม่เท่ากัน ที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป จะมี พาราเซตามอล 120,125,160 หรือ 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชาเท่ากับ5 มิลลิลิตร หรือ 5 ซีซี) จึงควรอ่านฉลากยาให้แน่ใจก่อนว่าใน 1 ช้อนชามี พาราเซตามอล กี่มิลลิกรัมก่อนป้อนยาให้กับเด็ก        และต้องระวังเป็นพิเศษกับยาพาราเซตามมอลแบบหยด ซึ่งเข้มข้นถึง 100 มิลลิกรัม ต่อยา 1 ซีซี ก่อนการใช้ยาแบบหยดกับเด็กควรตวงยาโดยใช้กระบอกฉีดยา (ไซริงค์) เสมอ ทั้งนี้ไม่ควรกินติดต่อกันนาน หากกินยาแล้วอาการของไข้ไม่ลดภายใน 3 วัน หรืออาการปวดของเด็กไม่บรรเทาภายใน 5 วัน ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน

สำหรับข้อมูลยาที่จำเป็นนั้นนอกจากอ่านจากฉลากยาแล้ว อย. ได้ออกมาตรการให้ผู้ผลิตจัดทำเอกสารกำกับยาฉบับประชาชนที่อ่านเข้าใจได้ง่าย แจกไปพร้อมกับบรรจุภัณฑ์ของยา พาราเซตามอล อีกด้วย

การแก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยาเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งทางเว็บไซท์ การออกหนังสือ และการจัดประชุมปรึกษาหารือ แล้วนำมาปรับปรุง ก่อนเสนอคณะกรรมการยาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาออกเป็นกฎหมาย ในระยะยาว อย. จะเร่งทบทวนทะเบียนตำรับยาที่มี พาราเซตามอล เป็นส่วนประกอบให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป

รองเลขาธิการ ฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุมหารือรับฟังความคิดเห็น เรื่องยา พาราเซตามอล  จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 เพื่อหาขอสรุปและข้อเสนอต่อมาตรการของ อย. หากเรื่องยา พาราเซตามอล นี้ผ่านการพิจารณา จะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  หากต้องการข้อมูลเรื่องยา พาราเซตามอล เพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ http://drug.fda.moph.go.th/zone_admin/admin56.asp

 

ขอบคุณที่มาจาก : กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค อย. 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา