แบคทีเรียกินเนื้อคน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ป้องกันเชื้อลุกลามได้

หน้าแรก / ข่าวสุขภาพ / แบคทีเรียกินเนื้อคน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ป้องกันเชื้อลุกลามได้

กรมควบคุมโรค คาด ชายถูกเงี่ยงปลาตำ ติดเชื้อเสียชีวิต อาจเกิดจากแบคทีเรีย 2 กลุ่มที่มีฤทธิ์รุนแรง ทำให้เกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ ระบุตัวที่อยู่ในน้ำเน่าและดินคือ ?เนโครไทซิง ฟาสซิไอติส? ชี้ ? แบคทีเรียกินเนื้อคน ? พูดเกินจริง แนะอย่าปล่อยให้แผลเน่า รักษาถูกวิธีป้องกันได้

plalektod003

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีข่าวชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกเงี่ยงปลาตำ ขณะเลือกซื้อปลาทับทิมในตลาด และมีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกินเนื้อมนุษย์ ว่า เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวคาดว่า อาจมาจากเชื้อแอนแอโรบิกแบคทีเรีย (Anaerobic Bacteria) และเชื้อแอโรโมแนสแบคทีเรีย (Aeromonas Bacteria) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่าแบคทีเรียตัวอื่นหลายเท่า อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ และลามไปถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดจนช็อกเสียชีวิตในเวลา 48 ชั่วโมง ผู้ที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อคือ คนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะหากเป็นแผลเชื้อจะลามมากกว่าคนทั่วไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ รองอธิบดี คร. กล่าวว่า แบคทีเรียกินเนื้อคน เป็นเรื่องที่พูดเกินจริง เพราะปกติแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมหลายชนิดก็มีการทำให้เกิดการติดเชื้อที่บาดแผล ในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อ และลุกลาม โดยเฉพาะกรณีแผลลึก ทำให้มีไข้สูง ปวดบริเวณแผล หากรักษาไม่ถูกต้องอาจเสียชีวิตได้ 5 – 7 วัน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย โดยประเทศไทยมีรายงานการเสียชีวิตจากเหตุนี้ประปราย ไม่มีการเก็บสถิติ อย่างช่วงสึนามิก็พบผู้เสียชีวิตจากเหตุนี้หลายราย อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวมีหลายตัว แต่ที่พบในน้ำเน่าและดิน เรียกว่า เชื้อแบคทีเรียเนโครไทซิง ฟาสซิไอติส (Necrotizing Fasciitis) หากติดเชื้อนี้แล้วดูแลรักษาแผลอย่างดีก็ไม่เป็นอันตราย หากปล่อยให้แผลเน่าอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้

?ส่วนน้ำในสระว่ายน้ำ หรือน้ำประปาไม่มีปัญหาเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ แต่เพื่อความมั่นใจ แม้เกิดบาดแผลเล็กน้อยระหว่างสัมผัสกับน้ำสกปรก ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก สำหรับข้อความที่ส่งกันทางไลน์บอกว่าเสียชีวิตใน 2 วัน ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อที่บาดแผล ติดเชื้อในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด? รองอธิบดี คร. กล่าว

ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และเพื่อนของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ทราบข่าวเนื่องจากเพื่อนโทรศัพท์มาปรึกษาอาการ โดยพบว่าไปเลือกซื้อปลาในวันที่ 18 ก.ค. จากนั้นมีอาการปวดในวันที่ 20 ก.ค. ไปหาแพทย์ ซึ่งก็ล้างแผลปกติ ต่อมาหกล้มตรงบริเวณบันได มีอาการขาบวม ไปพบแพทย์ก็พบว่าติดเชื้อแล้ว กระทั่งมาทราบอีกทีว่าเสียชีวิต

วิธีทำความสะอาด แผลแห้ง-แผลเปียก เบื้องต้น อย่างถูกวิธี

บาดเจ็บและเป็นแผล สิ่งที่จำเป็นอย่างมากก็คือ การทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรค และยังถือเป็นการรักษาอาการบาดเจ็บด้วย ทว่าการทำแผลนั้นก็ต้องทำให้ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพแผล เพื่อให้แผลหายเร็ว และลดความเสี่ยงเกิดอักเสบติดเชื้อ

โดยแผลนั้น มี 2 ประเภท คือ แผลแห้ง เป็นแผลที่มีลักษณะปิด ไม่มีการอักเสบ และไม่มีสิ่งขับหลั่งออกมาจากแผล อีกประเภทเรียกว่า แผลเปียก มีลักษณะเป็นแผลเปิด มีการอักเสบ มีสิ่งขับหลั่งออกมาจากแผล เช่น เลือด น้ำหนอง

การทำแผลและการปิดแผลของแผลแห้งกับแผลเปียกจะต่างกัน ดังต่อไปนี้

  • เริ่มจากการทำแผลแห้ง ให้ใช้สำลีประมาณ 2-3 ก้อน หรือมากน้อยกว่านี้ตามขนาดของแผล ชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดลงที่แผลเบาๆ ด้วยเทคนิคเช็ดให้ชิดขอบแผลและวนออกนอกแผลให้ห่างออกไปอีกราว 2-3 นิ้ว จากนั้นปิดแผลด้วยผ้าก็อสที่ยึดกับผิวด้วยเทปกาวติดแผลหรือแผ่นพลาสเตอร์ โดยติดตามแนวขวางลำตัว
  • สำหรับการทำแผลเปียก เริ่มด้วยการเช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ 70% เช่นเดียวกับการทำแผลแห้ง ต่อด้วยการใช้สำลีชุบน้ำเกลือ บางครั้งเรียก โซเดียมคลอไรด์ ช่วยในการกระตุ้นการงอกขยายของเซลล์ใหม่และไม่ทำลายเนื้อเยื่อ หรือใช้ทิงเจอร์ไอโอดีน กรณีที่เป็นแผลถลอก เนื่องจากสามารถฆ่าได้ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส แต่ด้วยความเข้มข้นของทิงเจอร์ไอโอดีน อาจทำให้ผิวแสบไหม้ได้ ดังนั้น หลังจากใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนเช็ดแผลผ่านไป 90 นาที ให้เช็ดตามด้วยแอลกอฮอล์ 70% เพื่อลดการระคายเคือง
  • หรืออาจใช้เบตาดีนแทนทิงเจอร์ไอโอดีนได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ที่อ่อนกว่า และไม่ทำปฏิกิริยาต่อสิ่งขับหลั่ง กรณีที่แผลเปียกมีความสกปรกมาก และมีสิ่งขับหลั่งพวกหนองหรือลิ่มเลือด ควรใช้น้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
  • ในขั้นตอนการนำสำลีไปชุบน้ำยาที่กล่าวไปนี้ เพื่อเช็ดแผลก็เพื่อฆ่าเชื้อโรค ดูดซับสิ่งขับหลั่ง ให้ความชุ่มชื้นแก่เนื้อเยื่อ
  • ปิดท้ายการทำแผลเปียกด้วยการใช้ผ้าก็อสหุ้มสำลีเพื่อซับสิ่งขับหลั่ง ยึดติดกับผิวหนังรอบๆ ด้วยเทปกาวติดแผลหรือแผ่นพลาสเตอร์ โดยติดตามแนวขวางลำตัวเช่นกัน.

 

 

ขอบคุณที่มาจาก : www.manager.co.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา