นวัตกรรมการดูแลรักษา ธาลัสซีเมีย

หน้าแรก / ข่าวสุขภาพ / นวัตกรรมการดูแลรักษา ธาลัสซีเมีย

โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเสี่ยงของทารกแรกเกิดมากกว่า 20,000 รายในแต่ละปี? สถิตินี้น่ากลัวอยู่ไม่น้อย ซึ่งสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ? ต้องมีการพัฒนาการรักษาควบคู่ไปกับการตรวจคัดกรองอย่างเป็นระบบ

ธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย มีความรุนแรงหลายระดับ โดยมีอาการตั้งแต่เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไปจนถึงขั้นที่มีการเจริญเติบโตช้า ตัวเตี้ย ผอม และแคระแกรน รวมถึงกระดูกใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลงคือ หน้าผากและโหนกแก้มสูง? จมูกแบนและฟันบนยื่น จนไปถึงชนิดที่รุนแรงมาก อาจทำให้ทารกเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา? ซึ่งการดูแลรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียคือ การให้เลือดทดแทน? โดยผลจากการให้เลือด จะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะเหล็กเกิน และต้องให้ยาขับธาตุเหล็ก เพราะถ้าเกิดภาวะเหล็กเกิน จะมีผลต่อเนื้อเยื่อและระบบการทำงานของร่างกาย เช่น มีผลกับตับ? ทำให้เป็นตับแข็ง? มีผลกับตับอ่อน? ทำให้เป็นเบาหวาน? หรืออาจมีผลต่อหัวใจ? ทำให้หัวใจวายได้

ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการประเมินภาวะเหล็กเกิน โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI T2*) สามารถแสดงผลการวิเคราะห์ที่ชัดเจน แม่นยำ โดยทำควบคู่ไปกับการเจาะเลือด การพัฒนาโปรแกรมดังกล่าว ช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ ตลอดจนนำไปสู่การจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียในการใช้ยาขับเหล็ก ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีบทบาทสำคัญที่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยทั่วประเทศจะนำไปพัฒนาการใช้ยาขับเหล็กที่ถูกต้อง

ส่วนการรักษาผู้ป่วย ธาลัสซีเมีย ได้มีการพัฒนาเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูก? สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคธาลัสซีเมียได้โดยใช้สเต็มเซลล์ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยและพัฒนายีนบำบัด (gene therapy) ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยโดยร่วมกับทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา? และจะเริ่มทำในผู้ป่วยคนไทยคนแรกในเดือนมกราคม ปี 2557

ดังนั้นใครที่มีอาการที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย? ไม่น่าเป็นห่วง เพราะการตรวจสมัยนี้ง่ายและได้ผลแม่นยำ ลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูอย่าง?ศูนย์ธาลัสซีเมีย รพ.ศิริราช? เปิดให้บริการครบวงจร ตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงผู้ใหญ่? ทั้งการตรวจคัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย? การให้คำปรึกษาทางเวชพันธุศาสตร์ การวินิจฉัยก่อนคลอด? การรักษาพยาบาลด้วยเครื่องมืออันทันสมัย อาทิ นวัตกรรมการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI-T2) เพื่อหาภาวะเหล็กเกินในตับและหัวใจ? การให้เลือด? ตลอดจนการให้ยาขับเหล็กแก่ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

 

ขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา