เผากระดาษเงินกระดาษทอง ตรุษจีน ระวัง สารก่อมะเร็ง

หน้าแรก / ข่าวสุขภาพ / เผากระดาษเงินกระดาษทอง ตรุษจีน ระวัง สารก่อมะเร็ง

 

คณะวิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เตรียมส่งข้อมูลผลการวิจัยการ เผาไหม้ กระดาษเงินกระดาษทอง นำไปสู่ สารก่อมะเร็ง ไม่แตกต่างจากควันธูป มีทั้งนิกเกิล โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ส่งผลต่อพัฒนาการสมองของเด็ก คนแก่เสี่ยงเกิดพาร์กินสัน

สารก่อมะเร็ง

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ในฐานะหนึ่งในคณะทำงานผู้วิจัยห้องปฏิบัติการพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ควันธูปและกระดาษเงินกระดาษทอง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ว่า ขณะนี้ได้นำข้อมูลเรื่องการวิจัยค้นพบว่า การเผาไหม้ของกระดาษเงิน กระดาษทอง สารก่อมะเร็ง เช่นกัน เตรียมพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ โดยวัฒนธรรมการเผากระดาษเงินกระดาษทอง มีสืบทอดมากว่า 1,400 ปี และพบว่าปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง เผาสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ตามความเชื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ทั้งรถยนต์ ไอโฟน ไอแพด เครื่องบิน ที่ทำจากระดาษเคลือบเงินสีสันสวยงาม มันวาว ซึ่งเมื่อเผาไหม้ ล้วนแต่ก่อสารโลหะหนักไม่ต่างจากควันธูป โดยพบสาร 4 ชนิด ได้แก่ โครเมียม นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส ซึ่งสารโครเมียมและนิกเกิลจะทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด สารตะกั่วมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ทำให้เลือดจาง ไตวาย แมงกานีสมีผลทำให้เกิดโรคพาร์กินสันในผู้สูงอายุได้ ทั้งนี้ พบว่า สารโลหะหนักเหล่าจะอยู่ในขี้เถ้ามากกว่าฝุ่นละอองในอากาศมากถึง 3-60 เท่า ดังนั้น การกำจัดเศษขี้เถ้าจากการเผาไหม้ ไม่ใช่แค่การนำไปทิ้งขยะ หรือโรยตามดินหรือท่อน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับเข้ามาสู่ระบบนิเวศอีกครั้ง

นพ.มนูญ กล่าวว่า การกำจัดขยะหรือเศษขี้เถ้าจากการเผาไหม้กระดาษเงินกระดาษทอง ต้องทำคล้ายกับการกำจัดขยะในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะหากปะปนในสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดอันตราย ในประเทศไต้หวัน ทุกเทศกาลไม่ว่าจะเป็นตรุษจีน หรือสารทจีน ที่มีการเซ่นไหว้และเผาสิ่งของเครื่องใช้จากกระดาษ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษนั้น ทางเมืองจะเป็นผู้รวบรวมของเซ่นไหว้ และนำไปเผายังเตากำจัดขยะของเมือง โดยเฉพาะไม่ปล่อยให้ประชาชนเผากันเองตามบ้านเรือน ทั้งนี้ ทาง กทม. หรือเมืองใหญ่น่าจะมีการปรับเปลี่ยน หรือไม่กระทรวงอุตสาหกรรมควรเข้ามาควบคุมการผลิตกระดาษเงินกระดาษทอง หรือสิ่งของจากกระดาษ เพื่อไม่นำสารเคลือบเงาที่ทำให้สีสันสวยงามมันวาวมาใช้ แม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ก็นับว่าคุ้มค่า และเป็นการป้องกันสารก่อมะเร็งในระดับเมือง รวมทั้งมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

 

ขอบคุณที่มาจาก สำนักข่าวไทย